เรื่องของไวน์และความหมายทางวัฒนธรรม

Story of wine and the culture

“Every day I spend my time, drinking wine, feeling fine, waiting here to find the sign, that I can understand, yes I am.” นอกเหนือจากเสียงร้องของแคเธอรีน วิลเลี่ยมส์ ที่นำเอาเพลงของร็อด สจวร์ตมาร้องใหม่ ได้อย่างไพเราะขาดใจแล้ว เนื้อหาในท่อนขึ้นของเพลงๆ นี้ก็มีเรื่องคิดให้วิเคราะห์กันต่อในเชิงวัฒนธรรมด้วยเหมือนกัน

คติความเชื่อเกี่ยวกับไวน์และศิลปะการดื่มไวน์ กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมยุคร่วมสมัยสำหรับเกือบทุกชนชาติ แต่ไม่ทุกชาติที่การดื่มไวน์จะเป็นวัฒนธรรมของทุกชนชั้น เพราะการดื่มไวน์เป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง และยากจะเปลี่ยนแลงความคิดนี้ได้ แม้ไวน์จะมีหลายราคา หลายระดับ แต่ไวน์เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่งอยู่ดี

คำว่า “เมาไวน์ดีกว่าเมาเหล้า” (ที่เริ่มได้ยินบ่อยขึ้นในสังคมไทย) สะท้อนให้เห็นว่า เครื่องดื่มชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้ผู้ดื่ม ‘เมาอย่างสะอาด’ แตกต่างจากการเมาเบียร์ เมาวิสกี้ ที่อย่างดีคุณภาพที่เป็นเลิศในการหมักและกลั่นเป็นวิสกี้ราคาแพงขวดนั้น อาจทำให้รุ่งเช้าของคุณแค่ไม่มีอาการเมาค้าง

การเมาไวน์แตกต่างจากการเมาเหล้าอย่างไร? นักสัญศาสตร์ผู้มีงานวิจารณ์ทางด้านวัฒนธรรมที่เฉียบแหลมอย่างโรล็องด์ บาร์ตส์เคยเขียนไว้ในบทความชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับไวน์และนมว่า

“ในเรื่องของไวน์ สาระสำคัญของมันอยู่ที่ ‘ฟังก์ชั่น’ มากกว่าเนื้อสสารที่อาจเป็นอะไรก็ได้ ดังนั้นพลังอำนาจของไวน์จึงมีความยืดหยุ่น ขึ้นอยู่ว่าผู้เสพจะใช้มายาคติของมันเพื่อรองรับความฝันหรือความเป็นจริง…”

หมายความว่า นอกเหนือจากศิลปะการดื่มไวน์ (ที่ถูกจัดให้เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง) สิ่งที่หล่อเลี้ยงวัฒนธรรมไวน์ (และแม้แต่อุตสาหกรรมการผลิตไวน์) ให้ดำรงอยู่ได้ เป็นเรื่อง ‘บทบาททางสังคม’ ที่ไวน์ได้รับมอบหมายให้ ‘กำกับ’ หรือ ‘ควบคุม’ พฤติกรรมการเมาให้อยู่ในระดับของความเป็น ‘อารยชน’ ซึ่งบาร์ตส์ได้กล่าวปิดบทความไว้ได้อย่างคมคายว่า ความเป็นอารยชนอันนี้ยังพานไปถึงการบังคับให้ดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองปลูกพืชพรรณที่ไม่มีความจำเป็นต่อพวกเขาเองแต่อย่างใด

คำว่า ‘มายาคติ’ ที่บาร์ตส์ใช้จึงสามารถแปลได้อีกความหมายหนึ่งว่า “สิ่งที่มองเห็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตาเห็น”

ในยุโรปโดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศสซึ่งถือว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มประจำชาตินั้นจะมีกลุ่มคนจากทุกลำดับชั้นที่เสพติดไวน์ในระดับแอลกอฮอลิสม์เป็นจำนวนมาก ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ไวน์’ และ ‘ผู้ดื่ม’ ที่ต้องดื่มอยู่เป็นนิจ (ไม่ว่าจะจากงานเลี้ยงงานสังคม หรือการดื่มโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใดรองรับนั้น) ไม่ได้แตกต่างไปจากความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เหล้า’ และ ‘ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง’ ผู้มีเนื้อตัวเย็นเฉียบเลยแม้แต่น้อย หากเปรียบเทียบจากพฤติกรรมการดื่ม ปริมาณ ความถี่ หรือระดับแอลกอฮอล์ที่อยู่ในกระแสเลือด

สิ่งที่ดึงดูดให้นักดื่มไวน์และพวกแอลกอฮอลิสม์กลับไปสู่วงโคจรแห่งการดื่มนั้น ย่อมไม่ใช่แค่รสเหล้า ความเมามาย หรือรสชาติของการสนทนา หากมันเป็น ‘สภาวะ’ ที่ถ้าอธิบายให้เป็นอภิปรัชญาสักเล็กน้อย ก็คือ ‘ธาตุแอลกอฮอล์’ ที่อาจมีอยู่ในตัวคนทุกคนอยู่แล้ว

ขณะที่อีกด้านไวน์อาจเป็นเครื่องดื่ม (ในวัฒนธรรมกระแสหลัก) เพียงชนิดเดียวที่เป็นตัวแทน หรือสัญลักษณ์ทางการแพทย์ ความมีสุขภาพ และความมีพละกำลังของผู้ดื่ม เออร์เนส เฮมิงเวย์ กล่าวไว้ในงานปกิณกะ A Moveable Feast ว่า

“ในยุโรปนั้นเราคิดว่าเหล้าองุ่นเป็นสิ่งหนึ่งที่บำรุงสุขภาพ เป็นสิ่งธรรมดาประดุจอาหาร เป็นสิ่งที่หยิบยื่นความสุขอันยิ่งใหญ่มาให้ เป็นเครื่องส่อถึงการอยู่ดีกินดี และความชื่นชมโสมนัส การดื่มเหล้าองุ่นไม่ใช่การวางภูมิทำเป็นผู้ดี ไม่ใช่เครื่องหมายของการวางมาดว่าจัดเจนการเข้าสมาคม และไม่ใช่การเข้าร่วมลัทธิหรือพิธีทางศาสนาแต่อย่างใด มันเป็นสิ่งธรรมดาๆ เหมือนเช่นการรับประทานอาหารนั่นเอง”

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...