CPALL : ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ แห่ง บมจ. ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น

korsak-cpall

ในยุคที่ปั๊มน้ำมันปิด 4 ทุ่ม ผับ บาร์ คาเฟ่ปิดเที่ยงคืน แต่แสงเรืองๆ ที่ส่องอยู่ตามหัวมุมถนน ปากซอยย่านชุมชน คือแสงสว่างจากร้านมินิมาร์ทนาม 7-ELEVEN ร้านค้าปลีกติดแอร์ซึ่งวิวัฒนาการให้เหมาะกับสภาพสังคมและความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยมายาวนานด้วยท่าทีทางธุรกิจที่ดูนอบน้อมต่อชุมชนที่พวกเขาเป็นน้องใหม่ การศึกษานิสัยใจคอของแต่ละสาขา ทำให้ ณ วันนี้เมื่อเซเว่นอีเลฟเว่นเปิดสาขา ณ จุดใดไม่ว่าในเมืองหรือต่างจังหวัด กระแสความชื่นชมจากพี่ป้าน้าอา ลูกเล็กเด็กแดง ตบเท้าเข้าแวะเวียนมาอุดหนุนความทันสมัย และเลือกรับบริการต่างๆ อย่างเต็มใจ

จนถึงวันนี้กว่า 3,600 สาขาของเพื่อนบ้านที่ไม่เคยหลับทุกทิศทั่วไทย เป็นอีกหนึ่งเครื่องหมายการันตีการเติบโตอย่างต่อเนื่องพร้อมไปกับพัฒนาสังคมแวดล้อมของพวกเขาให้เติบใหญ่และเกื้อกูลอย่างแนบแน่น ท่ามกลางกระแสการต่อต้านแหล่งทุนค้าปลีกขนาดใหญ่จากต่างชาติยังคงกรุ่นเป็นระยะ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) แม่ทัพใหญ่ผู้กรำศึกสงครามมาหลายสมรภูมิเผยวิธีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติแม้จะเป็น ‘คนต่างถิ่น’ ว่าสมรภูมินี้คือการต่อสู้กับตนเองมากกว่าคู่แข่งต่างชาติอย่างที่เขาเคยประสบพบเจอ

DQ : หากให้ประเมินดูว่าตนเองเป็นไปตามเป้าหมายที่วางลำดับขั้นตอนไว้มากแค่ไหน
การที่ได้มาจับเซเว่นฯ ตรงนี้เป็นเวทีที่เกี่ยวพันกับคนเป็นล้านๆ คน มันถึงจะทำให้คนรู้จัก ก่อนหน้านี้ผมก็มีประสบการณ์ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ประชาชนคนไทยทุกคนก็ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นการที่ได้มาจับเซเว่นอีเลฟเว่นมันก็ไม่ได้มาโดยการวางแผนอะไรหรอก ในเมื่อเป็นจังหวะที่จะต้องเข้ามาทำตัวนี้มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ ก็ไม่มีอะไรที่เป็นพิเศษ เผอิญคนเราถ้ามีความสำเร็จก็มีคนยกย่อง ไม่สำเร็จก็ไม่มีคนรู้เรื่อง

DQ : เป็นความประจวบเหมาะระหว่างโอกาสและจังหวะที่เข้ามาบริหารด้วยหรือเปล่า
ไม่นะครับ ปกติในเครือหากเกิดบริษัทใดที่คนอื่นทำแล้วมีปัญหาก็มักจะมาถึงผม ฉะนั้นเซเว่นฯ ก็เป็นคนไข้คนหนึ่งของผม เผอิญมันอยู่ในเครือมานาน เพราะผมอยู่ในเครือมาตั้งแต่ 1973 พอมาถึง 1991 มันก็มีประวัติการทำงานอยู่ในเครือมาตั้งเกือบ 20 ปี ก็รักษาบริษัทที่ย่อบแย่บมาหลายบริษัท เพราะฉะนั้นเซเว่นฯ ก็เป็นไปอย่างธรรมชาติที่มาให้ผมแก้ให้

DQ : ประสบการณ์ที่ผ่านมาในองค์กรเมื่อจะต้องเข้ามาแก้ไข รักษา เยียวยา และทำให้เจริญเติบโตต่อไปในธุรกิจค้าปลีก กระทั่ง ณ วันนี้มีสาขามากที่สุด ประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วยคุณได้มากเพียงใด
การผ่านโลกธุรกิจมา 20 กว่าปี การเข้าใจมันช่วยมาก เพราะว่าธุรกิจเซเว่นฯ วันนี้มันมีมิติมากมาย เช่นว่าเรามี ณ วันนี้ 3,600 สาขา และต้องดูแลลูกน้องสี่หมื่นกว่าคน จะต้องมี supplier หลายร้อยเจ้า จะต้องมีการขนส่ง จะต้องมีลูกค้าวันละ 4 ล้านคน ลูกค้าทั้งเดือน 15 ล้านคน และต้องยุ่งเกี่ยวกับราชการเกือบทุกกระทรวง จะต้องมีเรื่องที่ทั้งดีและไม่ดี ต้องสัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้นประสบการณ์ของการทำงานถ้าไม่มี 20 ปีนี้ผมคิดว่ารับมือไม่อยู่หรอก

DQ : การดูแลธุรกิจภารกิจเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศซึ่งมีผลโดยตรงต่อวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนไทย มองว่า ณ วันนี้ เซเว่นหรือธุรกิจในเครือได้มีผล หรือได้เปลี่ยน หรือมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนไทยอย่างไรบ้าง
ในเรื่องของความสะดวกเราก็ไม่ได้ไปกระจายมันจนฟุ้งไปหมด มาสรุปที่ประเด็นเดียวก็คือคำว่า “ความสะดวก” 24 ชั่วโมงก็คือ ความสะดวก เพราะบางคนอาจจะว่างมาใช้บริการเราตอนไหนก็มีหมด รวมทั้งเที่ยงคืน ตี 3 ตี 4 บางคนต้องการมาใช้บริการเราตี 5 ก่อนเขาจะออกรถไปต่างจังหวัด จ่ายน้ำ ไฟ(ฟ้า) โทรศัพท์ มาร้านเราเพราะได้เห็นสินค้าใหม่ที่กำลังโฆษณาอยู่ในโทรทัศน์

การที่ทางบ้านเขาเกิดขาดสิ่งใดกะทันหัน การที่เราพยายามกระจายตัว พยายามเข้าถึงตรอก ซอก การเข้าถึงใกล้ผู้บริโภคมากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็ทำให้เขาสะดวก ทำให้เขาสามารถทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่เดิมถ้าไม่มีความสะดวกแบบนี้ก็คงทำไม่ได้ เช่น ถ้าเขาออกรถในอดีตสัก 15 ปีที่แล้ว เขาก็ออกรถไปทั้งๆ ที่หิว หาซื้อของติดรถไปไม่ได้ น้ำ ไฟ โทรศัพท์ จ่ายค่าไฟไปที่ราชการไฟฟ้านครหลวง บางทีหมดไปครึ่งวัน เพราะคุณต้องไปที่นู่น ค่ารถไปกลับหมดไปแล้วครึ่งวันทำงาน ครึ่งวันการทำมาหากิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เชื่อว่างานที่พวกผมทำอยู่มันเอื้อความสะดวก และทำให้ชีวิตการทำงานของประชาชนเขารู้สึกเหมือนว่าเขาทำอะไรได้มากขึ้น เขามีประสิทธิภาพในการวางแผนการทำงานต่อวันดีขึ้น

เราผูกพันกับคนถึง 15 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเห็นเด็กเล็กและวัยรุ่นเข้ามาในร้านเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คือเราอยากเห็นวัยรุ่นไทยมีการศึกษาที่ดีขึ้น การศึกษาที่ดีขึ้นหมายถึงความคิด ไม่ได้หมายถึงใบปริญญา เราต้องการให้หนุ่มสาวที่มาทำงานกับเราได้เรียนหนังสือสูงขึ้น ไม่ใช่เอาแต่ทำงานเพราะไม่มีเงินเรียนก็ทำงาน พอแก่ตัวเขามีความรู้น้อย ก็จะไปได้ไม่ดี เราก็ทำระบบการศึกษาแบบทวิภาคี คือผลักดันให้เด็กของเราที่กำลังเรียนให้ได้เรียน หรือเด็กโรงเรียนอาชีวะต่างๆ รวมทั้งมัธยมก็มีนะ ให้มาทำงานพาร์ทไทม์ เพื่อเรียนรู้ชีวิต

DQ : แรงเสียดทานของการที่เซเว่นฯ เข้าไปในชุมชน
ไม่มี เพราะว่าเราเป็นที่ต้องการของเขาไง เขาเข้ามาในร้าน มาได้ความสะดวกจากเรา ไม่ว่าน้ำ ไฟ(ฟ้า) โทรศัพท์ ใกล้บ้าน เขาขาดของเขาก็มาร้านเราแก้ขัด และของใหม่ๆ ให้เขาเข้ามาเปลี่ยน เปลี่ยนทุกวัน เรามีของใหม่เข้าไปทุกวันเอาของเก่าออกทุกวันเพราะร้านเราเล็ก เขาเข้ามาในร้านเราเขาไม่เคยเห็นแต่ละวันมีของซ้ำหมด เพราะฉะนั้นการเข้ามาที่ร้านเราเป็นความรู้สึกที่ดี จนพูดกันบอกเด็กๆ ตัวเล็กๆ ว่า “อย่าร้องไห้เดี๋ยวพาไปร้านเซเว่นฯ” เราช่วยเหลือการศึกษา เราญาติดีกับโรงเรียน เราดีกับอาจารย์มหาวิทยาลัย เราดีกับกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการชอบเรา เราช่วยเหลือกทม.ด้านโรงเรียน 500-600 โรงเรียน เรามีกิจกรรมร่วมกับการศึกษาของกทม. เราสอนหมากล้อม ตอนนี้เด็กไทยเล่นหมากล้อมเป็นล้านกว่าคน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คนเขาสัมผัสแล้วรู้ว่าเราหวังดี ความรู้สึกที่มีต่อกันเขารู้ว่าผมหวังดีกับเขาเขาก็อยากเจอผม เขารู้ว่าผมมีแต่ความรักและหวังดีต่อเขา เพราะฉะนั้นประชาชนรู้ว่าเซเว่นฯ มาบริการให้ความสะดวก เป็นมิตรกับชุมชน กับครู กับโรงเรียน เราเป็นมิตร

(คุณประสิทธิ ฉกาจธรรม รองผู้จัดการทั่วไปสำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซี.พี.เซเว่น อีเลฟเว่น เสริม…) ยกตัวอย่างเสริมความจริงนิดหนึ่ง โลตัสเคยจับแม่ที่ขโมยซาลาเปาไปให้ลูก จนเป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนไทยไปทั้งหมดเลย ในขณะที่ของเรามีเด็กนักเรียนเข้ามาขโมยของในร้าน ปรากฏว่าผู้จัดการร้านเอาเด็กคนนี้ไปไว้ข้างหลังร้าน และเอาสเลอปี้ เอาขนมไปให้เขากิน แต่บังคับให้เขาทำเลข 100 ข้อ และโทรไปตามผู้ปกครองของเขามา ผู้ปกครองเขาก็ขอบอกขอบใจเรา เพราะเราไม่ส่งตำรวจ เรากลับดูแลเขา ไปๆ มาๆ เขาก็เป็นลูกค้าขาประจำตรงนั้นไป และเราไม่ทำแค่นี้ ลูกค้ามาขอซื้อยา ปรากฏว่ายาไม่มีลูกน้องก็ไปเอายาตัวเองที่มีอยู่ให้ลูกค้าไปกินเพราะกลางคืนร้านอื่นปิดหมดแล้ว…

เป็นยาที่บริษัทจัดให้กับเด็ก ในร้านเราไม่มียาเพราะเราไม่มีเภสัชกร เราก็ไม่ได้ขายยา ลูกค้ามาไม่มีเขาก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนเพราะมันเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เราก็เอายาเราให้ฟรี ไม่เอาเงิน

DQ : กับคำกล่าวที่ว่าร้านค้าปลีกรายใหญ่มีส่วนทำลายระบบเศรษฐกิจชุมชน
ความจริงคือความจริง ความจริงที่เราได้อยู่ในหลายๆ ตลาด ร้านที่อยู่รอบข้างไม่มีใครปิด เขาอยู่ได้ ร้านต่างๆ ที่ปิดตัวไปเพราะพ่อแม่แก่แล้วลูกไม่เอาแต่เป็นร้านที่อยู่ติดกับเรา ไม่ใช่ว่าเราเป็นเหมือนเชื้อโรคไปไหนปั๊บมีร้านปิดทุกแห่ง ข่าวอย่างนี้นักข่าวทั้งหลายสรุปเหมาเอาเอง อนุมาน มันก็ต้องพิสูจน์ แต่ว่ามันไม่จริง สิ่งที่เขากลัวไปเอง คิดมากไปเอง อนุมานเองตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้เขาเบื่อแล้วที่จะมากล่าวหาเซเว่นฯ เพราะความจริงคือความจริงว่าเซเว่นฯ ไปไหนไม่มีร้านที่ถูกเราทำให้เขาปิด เพราะสินค้าเราหลีกกันได้ คุณดูสิสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต 2 หมื่นอย่าง โลตัสมี 8 หมื่นอย่าง เซเว่นฯ มีอยู่ 2 พันอย่าง และเซเว่นฯ กับร้านค้าปลีกข้างๆ สินค้าไม่ตรงกัน เขาอยู่ของเขา เราอยู่ของเรา เราขายในตัวเดียวกันแพงกว่าเขาเพราเขาจะไปตัดราคาจากราคาที่เจ้าของโรงงานตีราคามา เซเว่นฯ จะขายตามนี้เลย และจะมีซุปเปอร์มาร์เก็ต กับ ร้านโชห่วยเข้าไปตัดราคา เราขายเต็มราคา จะว่าเราแพงก็ไม่เชิง แต่พวกเขาพยายามขายถูก เราก็ไม่เคยไปขายถูกเพื่อสู้กับเขา

DQ : ปัญหาหนักใจที่สุดของเซเว่นฯ ณ วันนี้คืออะไร หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงแรกมาแล้ว 
เราไม่มีอะไรหนักใจ เพราะว่าเราทำงานบริการลูกค้าทุกวันในเชิงที่เราเปลี่ยนสินค้าทุกวัน แต่การทำงานที่เพื่อเปลี่ยนสินค้า เราทำงานเป็นขบวนการยาวเหยียด เช่นเรามี Supplier ที่จะต้องเตรียมสินค้าบวกกับโปรแกรมการลงโฆษณา โปรแกรมการ launch ตลาดของเขา เขาต้องมาคุยล่วงหน้า 6 เดือน ระหว่างคุย 6 เดือนเราอาจจะบอกเขาว่าวิธีการของคุณต้องแก้อย่างนี้ แก้อย่างนี้จะดี สินค้าคุณควรจะตั้งราคาอย่างนี้ๆ ในเชิงการตลาดเราสอน Supplier ไม่น้อย ดังนั้นเราทำงานล่วงหน้า พอสินค้าเขาโฆษณาปุ๊บดังปั๊บ ลูกค้ามาหาเราต้องเห็นของอยู่ในชั้น เราไม่เคยหยุดทำงาน และนำสิ่งต่างๆ นำความคิดต่างๆ ทั้งจากโลกภายนอกเข้าสู่เมืองไทย เอามาให้กับคนไทย เอามาให้กับ Supplier ไทย เราทำงานอย่างนี้ตลอดเวลา เราไม่ได้มัวแต่วันๆ อยู่กับปัญหาใดปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากของเรา ซึ่งใครถามเราอย่างนี้เขาไม่เข้าใจเรา ว่าเหมือนกับทุกๆ หน่วยงาน ทุกๆ องค์กรต้องมีปัญหาใหญ่ของเขาที่แอบซ่อนไว้ มันไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่มี

(คุณประสิทธิ เสริม…) วันนี้ผมเข้าประชุม เขาเรียกว่า happy problem (หัวเราะ) เป็นปัญหาที่ทำให้มีความสุข ปัญหาที่ทำแล้วไม่จำเป็นต้องมีปัญหาอย่างทั่วๆ ไป

DQ : เกี่ยวกับปัญหาในอดีตเรื่องการขายบุหรี่
เป้าหมายของการโจมตีก็ใช่ บวกกับสื่อมวลชนไม่ได้เจาะลึกเลย ไม่เจาะลึกว่าการไม่ให้บุหรี่วางนั้นมันผิดกฎหมาย แต่พอผมประกาศเข้าไปในช่อง 3 ทุกคนถึงได้เริ่มเข้าใจแต่ก็โจมตีไปเรียบร้อย เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนไม่ทำงาน

(คุณประสิทธิ เสริม…) บางทีเป็นเครื่องมือของบางคนโดยไม่รู้ตัว กฎหมายมันออกมาตั้งแต่ปี 2535 ตอนที่มีเรื่องนั่นมันปี 2548 สิบกว่าปีผ่านไป หมอประกิต หมออะไรต่างๆ ก็อยู่ในนั้น มีเอกสารอยู่ในนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรเลย พอจะลงสมัครสว.ก็ใช้เรื่องนี้โปรโมทเพราะว่าหาเสียงไม่ได้

รณรงค์ไม่ให้โชว์บุหรี่ แต่ความจริงมันไม่มีกฎหมายมาบังคับ (คุณประสิทธิ เสริม…) และบุหรี่เถื่อนก็ทะลัก และไม่มีผลว่าเป็นการทำให้คนสูบบุหรี่เพิ่ม เขาออกมาให้ข่าวหลังจากนั้น สสส. ถ้าดูหนังสือพิมพ์ว่าหลังจากปิดแล้วเยาวชนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 90% เห็นข่าวหรือเปล่าไม่ทราบ ผมยังให้ลูกน้องตัดเก็บเอาไว้ แสดงว่าเขาไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ แล้วเขาทำเพื่ออะไร ทำเพื่อจะได้มีชื่อ ทำเพื่อจะได้รู้ว่า สสส.ทำงาน

เอาละเรื่องบุหรี่ สื่อมวลชนขายข่าว เอาง่ายๆ โดยผิดถูกฉันไม่สนใจฉันจะได้ขายข่าว เซเว่นฯ เป็นเหยื่อเหรอ…ดีแล้ว ตัวโต จริงๆ คืออย่างนี้ ในเมื่อสื่อมาตรฐานต่ำขนาดนี้ประเทศชาติเราจะเจริญได้อย่างไร

DQ : ขณะนี้เซเว่นฯ ก็สร้างสื่อของตัวเองขึ้นมา 
ไม่ใช่…หนังสือ All นี่เป็นเวทีสำหรับนักเขียน ตรงนี้เป็นการส่งเสริมการอ่าน ประการที่สองคือ เรามีนักเขียนดีๆ ที่ไม่มีเวทีเอางานเขียนไปลง เราไม่ได้เอามาเพื่อรณรงค์ต่อสู้ทางความคิดกับใคร คุณไปเปิดดู พลิก All เลยว่าไม่มีความเห็นของเซเว่นฯ เลยทั้งสิ้น แต่ทำเพื่อส่งเสริมการเขียน ส่งเสริมการอ่าน

(คุณประสิทธิ เสริม..) ถ้ามีก็คอคิดทางอ้อม ประชาชนอ่านมากขึ้น คิดมากขึ้น ประชาชนจะฉลาดขึ้น จะรู้จักชั่งใจ และหาข้อมูลจากทุกด้าน ไม่อย่างนั้นฟังอะไรปุ๊บก็เขวตามไปทั้งหมด พระธรรมปิฎกท่านบอกว่า สังคมไทยคือสังคมฐานความรู้สึก แทนที่จะเป็นฐานความรู้ แลอดีตะนายกฯ ก็ก๊อปปี้คำนี้มาพูดต่อ

DQ : หรือว่าอยากจะนำไปสู่อะไร
อ๋อ…ไม่หรอก เราก็บอกแล้วไงว่าเราก็ต้องทำอะไรบางอย่างให้สังคม เราไม่นำสังคมไปทางใดทั้งสิ้น เราต้องทำอะไรบางอย่างให้ เช่นการศึกษา เราเน้นให้คนอ่าน แต่อานไปในทิศไหนเราไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นเราก็เพียงแต่ช่วยให้คนไทยอ่านได้เยอะขึ้น แทนที่จะถูกประณามว่าคนไทยอ่านปีละ 6 บรรทัด ซึ่งมันทุเรศไหม ในความรู้สึกที่คนมีการศึกษาอย่างพวกเราถูกประณามว่าคนไทยทั้งประเทศอ่านหนังสือปีละ 6บรรทัด แล้วะพวกเราไม่เจ็บช้ำเหรอ เราสนับสนุนกิจกรรมสังคมเชิงการคิดการอ่านของประชาชน เราไม่นำไปทางใดๆ ทั้งสิ้น เราไม่นำไปทิศไหน แต่ขอให้อ่านมากขึ้น

DQ : ในฐานะที่คุณก่อศักดิ์เป็นคนอ่านเยอะ ปรัชญาด้านการใช้ชีวิตกับทุนนิยมมันขัดแย้งกันหรือเปล่า 
ไม่หรอกครับ ผมหาทิศทางเจอว่าโลกเราวันนี้เราเข้าใจมาตลอดว่ามีเพียงแค่รัฐบาลทางตั้ง ก็คือไทย มาเลย์ฯ อิหร่าน ฯลฯ จริงๆ วันนี้เรามามองอีกแบบหนึ่ง เรามีบริษัทใหญ่ระดับโลก และมันมาเป็นส่วนหนึ่งของเราแล้ว เช่น โทรศัพท์ มีใครไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับมือถือเหรอ เราต้องมีบริษัทรถยนต์ที่ทุกวันเราต้องใช้รถยนต์ รวมๆ แล้วทุกวันนี้เราหนีไม่พ้นที่จะต้องเจอ เช่น โตโยต้า ฉะนั้นบริษัท Top 1000 แรกของโลกมันเป็นประเทศทางขวาง ตอนนี้มันเป็นประเทศที่มีผลโดยตรงต่อชีวิตเรามากกว่าประเทศทางตั้ง เพราะประเทศทางตั้งจะเหลือเพียง 20 กว่าประเทศที่มีพลัง นอกจากนั้นตามหมด

DQ : แต่ในประเทศทางขวางที่ว่า แก่นหรือรากของมันก็มาจากประเทศทางตั้งที่ใหญ่อยู่ไม่กี่จุดไม่ใช่หรือ 
รากจริง แต่อย่าไปมองที่เบื้องหลังตลอด ดูวันนี้กับพรุ่งนี้ดีกว่า มันตรงข้ามแล้ว ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาแข็งแรงมาก เพราะมันมีบริษัทที่แข็งแรงอยู่เยอะ ในขณะที่ประเทศที่ใหญ่เท่าเขา คนเท่าเขา คือบราซิลไม่มีบทบาท แต่ประเทศที่มีประชากรอย่างประเทศไทย เราอยู่กันอย่างกลางๆ 60 ล้านคน รัฐบาลของเราในโลกไม่มีใครสนใจ เขารู้จักอย่างเดียวว่าเรามีในหลวง นอกจากนั้นเขาไม่รู้หรอกว่ารัฐมนตรีเราชื่ออะไร ถ้าให้บิลเกตมาเมืองไทย รัฐมนตรีสำคัญกว่า หรือว่าบิลเกตสำคัญกว่า ชัดเจนแล้ว…รัฐมนตรีของเราในเมืองไทยดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่ในฐานะระดับโลกบิลเกตไม่เคยเห็นรัฐมนตรีไทยอยู่ในสายตา คุณกับผมไปสิงคโปร์กลับมาก็ไม่รู้หรอกว่ารัฐบาลมีใครบ้าง ชื่ออะไร รู้จักนายกฯ คนเดียว

รัฐบาลทางตั้งซึ่งใช่ในทางภูมิศาสตร์เป็นแหล่งที่ตั้งของบริษัทต่างๆ แต่นั่นคืออดีต บริษัทยักษ์ของโลก วันนี้อาจจะมีสำนักงานอยู่ BVI : British Virgin Island ไม่สำคัญแล้ว เวลานี้กลายเป็นว่าอิทธิพลของบริษัทต่างๆ เหล่านี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเรา แม้ว่าพวกเราจะหนีแต่ไม่พ้นหรอก ไมโครซอฟต์ รถยนต์ โนเกีย โทรทัศน์ วันนี้เราเข้าใจว่าถ้าเราเห็นข้อมูลทั้งหมด เห็นเหตุผลทั้งหมด เห็นทุกอย่างเราจะรู้ว่าเหมือนกัน แต่ถ้าเราไปรู้เพียงแค่ซีก แค่ส่วน เราจะรู้สึกว่ามันขัด เรามามัวแต่คิดว่าทุนนิยมจ๋าจะทำร้ายคนจน เราไปมองโลกอดีตมากไป แต่วันนี้ทุรนนิยม เขาก็ต้องทำงานด้าน CSR : Cooperate Social Responsibility ถ้าบริษัทถูกจ้องว่าเป็นบริษัทเลวร้าย อย่างเช่น โตโยต้า เขาพังเลยนะ หรือสมมุติวันหนึ่ง โนเกีย มีคนด่าหลายๆ ประเทศ โนเกียก็จบเลย

DQ : ตอนนี้ก็เหมือนเป็น Human farm หรือว่าเป็น Customer farm ซึ่งต้องดูแล customer ในเวลาเดียวกัน
ใช่ โลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางนั้น และประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราบริษัททางขวางเขามี Customer drive ประสิทธิภาพขององค์กร ความพอใจของลูกค้า ความพอใจของพนักงาน เขาจะไม่เลอะเทอะเหมือนกับประเทศหนึ่งที่มีข้าราชการคอรัปชั่นมหาศาลก็ไม่มีใครจับเขา ประสิทธิภาพของทั้งประเทศห่วยแตกก็ไม่มีใครไปว่าเขา จนถึงวันที่เขาจะต้องติดคุก แต่ตอนนั้นเขาก็ทำร้ายประชาชน ทำร้ายประเทศชาติไปเยอะแล้ว แต่ในองค์กรระดับรัฐบาลทางขวางกลับแคร์กว่า แคร์ประชาชนแคร์ลูกค้า ประสิทธิภาพสูงกว่า เอาละวันนี้เราอยู่กับโลกที่เราต้องเข้าใจใหม่ว่ารัฐบาลทางตั้ง ถ้าจะแข็งแรงต้องมีบริษัทใหญ่ๆ

ถ้าเรามัวแต่มองว่ารัฐบาลทางตั้งอย่างเดิมสำคัญ ข้าราชการสำคัญ อธิบดีกรมสำคัญ แต่แท้ที่จริงคนเหล่านี้ไม่ได้สร้างประเทศให้ดีขึ้น เผลอๆ ยังไปวางกฎวางเกณฑ์ ระดมคนมาเกลียดบริษัท จริงๆ มันเป็นการทำร้ายประเทศ ถ้าประเทศที่มีแต่บริษัทอ่อนแอหมด คิดดูสิครับถ้าปี 1997 วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่มีบริษัทแข็งแรงเหลืออยู่ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีเครือปูนฯ เหลืออยู่ ไม่มีเครือซีพีเหลืออยู่ ไม่มีเครือสหพัฒน์ฯ เหลืออยู่ พังหมดเลย ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร

DQ : ณ เวลานี้ที่มีความผันผวนจากทั้งภายใน และภาวะราคาน้ำมัน สงคราม ฯลฯ มีผลต่อการดำเนินธุรกิจค้าปลีกของเซเว่นฯ เพียงใด
ไม่มีปัญหา เพราะเราบอกแล้วว่าเราคือผู้บริการประจำวัน คนยังไงก็ต้องกินต้องใช้
เราเผอิญโชคดีที่สุด ถ้าคนจะซื้อน้อยลงก็คือเขาซื้อของฟุ่มเฟือยน้อยลง สินค้าแคตตาล็อกเราเป็นสินค้าราคาหลักร้อย หลักพัน ไม่เคยขายของหลักหมื่นหลักแสน เพราะฉะนั้นเราเป็นค้าปลีกที่ถูกกระทบช้าที่สุด

DQ : ย้อนกลับมาถึงเรื่อง Human farm อีกทีหนึ่ง คุณก่อศักดิ์ได้พูดถึงในแง่บวก หรือแง่ที่มันเป็นไปได้ แต่ของทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งบวกและลบ มองว่าผลกระทบที่เราพยายามจะสร้างฟาร์มเลี้ยงผู้บริโภคของเราเพื่อที่จะบริโภคและผลิตให้เราอย่างยั่งยืนในแง่ดีไปนานๆ มันมีผลกระทบในแง่อื่นที่พอจะเป็นไปได้บ้างไหม และต้องระวังอย่างไร
ไม่ใช่ อันนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องระวัง โลกมันกำลังเดินไปอย่างนี้แล้ว เราต้องรู้จักปรับตัวตาม ผมอยากจะเน้นว่าพวกเราถ้าสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนและข้าราชการให้รู้ เราจะต้องอย่ามาต่อต้านองค์กรเอกชน และสอง เราควรจะมาทำให้องค์กรเอกชนระลึกถึงหน้าที่ต่อประชาชน ต่อผู้บริโภค ต่อประเทศชาติ

DQ : มันทำให้โอกาสการแข่งขันทลายลง หรือปิรามิดจะทลายลง เกิดความเท่าเทียมขึ้นหรือไม่
ใช่ เพราะอดีตอำนาจรัฐต่างหากทำให้เกิดความไม่ทัดเทียม อดีตผู้ยิ่งใหญ่ที่ปฏิวัติไม่กี่คน และหนุนไม่กี่ครอบครัวให้รวย นั่นแหละคือความไม่ทัดเทียม เพราะไม่กี่ครอบครัวที่รวยแล้วแบ่งเงินให้กับผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ

(คุณประสิทธิ เสริม…) ผมยกตัวอย่างหนึ่ง เราเห็นโชห่วยสืบทอดลูกหลานไป พอเขาไม่ได้สืบทอดเราเสียดายแทน แต่พอมีเซเว่นฯ เราทำให้คนที่ไม่สามารถแม้แต่จะทำโชห่วยได้ด้วยตัวเอง เพราะครอบครัวไม่ได้เป็นลูกคนจีน เป็นเด็กบ้านนอกคนไทยทั้งหลาย แต่ตอนนี้เป็นเจ้าของร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจำนวนมหาศาล เพราะว่าเขาเข้ามาเป็นพนักงาน และเราก็ให้เขาเป็นเถ้าแก่ เจ้าของร้าน สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสที่เพิ่มขึ้นมา ประชาชนเองก็มีส่วนเป็นเจ้าของได้โดยผ่านกระบวนการของการซื้อหุ้น หุ้นเราก็ถูกๆ 6-7 บาท ขณะที่โลตัส เราเข้าไปแตะต้องไม่ได้ กำไรทั้งหมดก็เอากลับบ้าน ไปอยู่ในชุมชน พยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของเขาก็เป็นไม่ได้ เพราะเขาเป็นบริษัทปิด

ผมเรียกร้องอย่างเดียวว่า ถ้าองค์กรเอกชนจำนวนมากขึ้น แข็งแรงขึ้นทุกองค์กร และรับผิดชอบสังคมมากขึ้น ประเทศชาติดีขึ้นแน่นอน ไม่ต้องพึ่งนายกฯ ไม่ต้องพึ่งข้าราชการ ไม่ต้องพึ่งด็อกเตอร์ ไม่ต้องพึ่งอธิบดี เพราะพวกนี้พึ่งไม่ได้ แต่พวกเราต่างหากที่พึ่งเครือปูนฯ เครือสหพัฒน์ฯ แบงค์กรุงเทพ แบงค์นครหลวง ทุกวันเราต้องพึ่งองค์กรเหล่านี้ต่างหาก ขอให้องค์กรเหล่านี้บริการให้ดี อย่าเป็นเจ้าขุนมูลนาย เช่น บริษัทกึ่งราชการมันยังมีเจ้าขุนมูลนายอยู่ ขอให้มี Human farm จริง Customer farm จริง มีเงินก็มาลงทุนเพิ่มสร้างงาน มีเงินกำไรก็สร้างงาน ประเทศชาติจะเจริญด้วยวิธีนี้วิธีเดียวครับ คุณจะหวังรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ เก่งด้วย มีในโลกนี้ไหม คุณจะหวังข้าราชการที่รักประชาชนมีจริงไหม ไม่มีจริง เขาทำงานขอให้อย่าผิดเป็นใช้ได้ ความดีไม่ปรากฏ ความชั่วไม่มี

DQ : เป็นเพราะว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่…เรียกว่า เลวน้อยที่สุดหรือเปล่า 
ใช่ เลวน้อยที่สุด แต่ประสิทธิภาพต่ำสุด การตัดสินใจโดยนายกฯ เผด็จการ ถ้าดี ทุกอย่างทันการณ์ ถ้าไม่ดีก็คอรัปชั่นแหลกราญ

DQ : ในขณะที่เราเองติติงระบบการศึกษาแบบเก่าแต่ว่าองค์กรใหญ่ๆ ในประเทศนี้เกือบทุกองค์กรก็มักจะเอาระดับหัวกะทิจากสถานศึกษานั้นๆ มา
คุณกำลังห่วงว่าไม่มีคนดีไปอยู่ในภาคราชการใช่มั้ย (หัวเราะ) ไม่จำเป็นต้องมีคนดีในภาคราชการอีกต่อไป ข้าราชการขอให้ทำงานในหน้าที่ให้เข้มแข็งพอ เราไม่ต้องการความเก่งของเขามานำประเทศ ที่ผ่านมาภาคเอกชนคือผู้ขับเคลื่อนประเทศนะ แต่ไม่ถูกยอมรับ ในอดีตหลายสิบปีผ่านมาระบบราชการคุมประเทศ นำประเทศ เราเลยคิดว่าเราต้องการข้าราชการชั้นเยี่ยม บางทีจบทุนหลวง บางคนจบด๊อกเตอร์แล้วมาเป็นข้าราชการไปถึงอธิบดี พวกเราคุ้นกับการคิดว่าคนเหล่านี้คือคนนำประเทศ แต่ผิด! คนเหล่านี้นำประเทศไม่มีเจริญหรอก มันเจริญไม่ได้ จริงมั้ย…ข้าราชการเหล่านี้จะมานำประเทศไปสู่สิ่งที่เจริญกว่าไม่ได้ ตามไม่ทัน ข้าราชการมีระเบียบมหาศาล ข้าราชการที่เรียนสูง หัวคิดดี แต่อยู่ในระบบราชการนานๆ มันไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ คนที่จะกล้าคิด กล้าทำ กล้านำประเทศไปสู่ความทันสมัยคือองค์กรเอกชน ขอให้ข้าราชการอย่ามาทำลายเอกชน

DQ : การที่องค์กรจะต้องควบคุมคุณภาพของสาขาให้มีมาตรฐานเดียวกัน
เราก็มีทีมระดับล่างที่ทำหน้าที่ Q.C. (Quality Control) ก็ทำหน้าที่ของเขาให้ดีไป Q.C.นั้นไม่ใช่ผมส่งมือ 2 มือ 3 ของผมไป Q.C. เราต้องมีระดับกลาง ล่าง หลายร้อยคนคอย Q.C. เขาปฏิบัติหน้าที่ของเขาให้เต็มที่ และร้านก็ปฏิบัติหน้าที่ให้เข็มแข็ง และไม่ใช่จากผมก็ลงไปถึงข้างล่าง จากผมลงไปกี่ชั้นนั้นทุกคนมีอำนาจหน้าที่และมีอำนาจค่อนข้างเต็ม ประเภทใครจะมาบังคับเขาว่าให้คอรัปชั่น ไม่ได้ เช่นบังคับให้เขาทำหน้าที่ให้ด้อยลง เพื่ออีกคนหนึ่ง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดไม่ได้ เพราะเรากระจายอำนาจทำงานเต็มที่ จึงไม่ขัดแย้ง ฉะนั้นคุณคิดว่าเราเป็นองค์กรใหญ่ ต้องโตด้วย ประเทศต้องการประชาธิปไตย องค์กรดีเผด็จการ พวกคุณก็คิดว่ามันขัด เพราะพวกคุณไม่ได้มองเห็นภาพที่ถูกต้อง อย่างพวกเรา 4 หมื่นกว่าคน เราไม่ได้ทำงานแบบ dictator 4 หมื่นกว่าคนนั้นผมไม่ได้ใช้ม้า 3 ตัว มาเทียมรถให้ลาก เราเป็นรถยนต์ออโตเมติค ทุกชิ้นส่วนเรารวมกันหมดทำให้รถเคลื่อนได้

คุณประสิทธิ เสริม…ในนี้ก็ดูแลของตนไปตามส่วนแต่ละอวัยวะ หัวใจก็เต้นไป กระเพาะก็ทำงานไป ตับไตทำงานไป แต่ระบบมัต้องนร้อยเรียงกันอยู่ต่อเนื่องกันอยู่ไม่อย่างนั้นเสร็จแน่

DQ : การเอาคนเข้ามาเพื่อที่จะเข้าใจกัน สื่อสารกัน คัดสรรอย่างไร
ขอให้เป็นคนดี คืออย่าโกงบริษัท เพราะโกงบริษัทคือโกงเพื่อนทั้งหมด เพราะที่นี่เงินเดือนทุกบาททุกสตางค์มาจากพวกเราทำเงินกำไรมาเลี้ยงพวกเรา ใครโกงเอาประโยชน์เบียดบังไปก็เท่ากับโกงทุกคน

DQ : แล้วสื่อสารอย่างไรหรือทุกคนที่มาอยู่ที่นี่ดีมาแล้ว
ที่นี่ใครไม่ดีอยู่ไม่ได้ เราไม่สนใจว่าคุณเก่งมาก เก่งน้อย เก่งกลาง แต่ขอให้คุณเป็นคนดี รักคนอื่นเป็น

DQ : คนดีช่วยขยายความหน่อยได้ไหม
คนดีคือคนที่ไม่ตั้งใจที่จะมาเอาเปรียบคนอื่น ไม่ทำผิด ไม่ตั้งใจที่จะทำผิดเพียงเอาประโยชน์เข้าตัวเองคือคนดี การไม่เบียดเบียนคนอื่น เบียดเบียนองค์กรก็คือเบียดเบียนคนอื่น อย่าไปคิดว่าเพื่อนโกงบริษัท เฮ่ย! ไม่เป็นไรไม่ได้โกงกู คิดอย่างนั้นไม่ได้ เบียดเบียนบริษัทก็คือเบียดเบียนทุกคน เพราะผลประโยชน์ที่เขาเบียดเบียนไปมันทำให้ทั้งบริษัทขาดรายได้ เราถือว่าบริษัทนี้ก็คือของคุณทุกคน เพราะฉะนั้นขอให้คุณมาแล้วอย่าเบียดเบียนคนอื่นคือคนดี คนดีของเราก็คือ ไม่รังแกคนอื่น คนที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น (ล้อมกรอบ)

DQ : แต่คนสมัยใหม่มีแนวโน้มที่จะไม่เหมือนอย่างที่คุณก่อศักดิ์บอก
แต่ถ้าเขาเข้ามาในนี้แล้วเขาต้องอยู่กับคน จะมีกระบวนการภายในหรือว่าวัฒนธรรมองค์กรที่หล่อหลอมอยู่ เข้ามาหนึ่งคน แต่ละชิ้นคุณต้องประสานงานกับคนเป็นสิบๆ ถ้าคุณปรับตัวได้ ไอ้นิสัยเก่าที่บ้านคุณ นิสัยเก่าที่มาจากโรงเรียนคุณเปลี่ยนเอง ถ้าคุณมาแล้วแสดงให้คนอื่นเห็นว่าคุณไม่เอางานเอาการ เอาเปรียบบริษัท เอาเปรียบคนอื่น ส่งงานให้บริษัทชุ่ยๆ บริษัทไม่ต้องไปไล่คุณออกหรอก อยู่ไม่ได้ ระบบมันกรองกันเอง เราไม่ได้บอกว่า 4 หมื่นกว่าคนเราต้องคัดคนเก่งๆ มาหมดจากประเทศไทย มันคัดไม่ได้ แต่ขอให้คนที่เหลืออยู่ได้คือคนดี คนดีก็คือที่ว่าแหละ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เอาแค่นี้แหละง่ายดี

DQ : การค้าขายให้สำเร็จต้องเข้าใจมนุษย์เป็นอย่างดี การที่จะเข้าใจมนุษย์ได้มันต้องสะสมอะไรไว้บ้าง
ต้องอ่านเยอะ ตั้งแต่เรียนหนังสือ ผมเป็นคนอ่านเยอะ และผมบอกตรงๆ ภาษาไทยผมก็เก่งนะ การที่เราเข้าใจภาษาก็แปลว่าเราต้องอ่านวรรณกรรม เราต้องอ่านหนังสือ เราต้องขีดเขียนเป็น เพราะฉะนั้นการเข้าใจวรรณกรรมการเข้าใจหนังสือ ภาษาหนังสือดีคือคนเข้าใจคน ใครภาษาดี จริงๆ มีแนวโน้มที่จะเก่งจัดการ เพราะคุณจัดการภาษาได้ดีนะ คนที่จัดการภาษาไม่ดีเลยเรื่องภาษาห่วยแตก พวกนี้ไม่เก่งหรอกเรื่องจัดการ การจัดการเริ่มต้นที่ตัวเอง เช่น เหรียญซุกอยู่ตรงไหนไม่รู้ ในตัวเราไม่รู้ซุกอยู่ในกระเป๋าไหน เวลาล้วงก็ออกมาหมด คนพวกนี้จัดการไม่เป็น ภาษาก็เหมือนกัน คุณจัดการกับระบบภาษาเขียนให้คนรู้เรื่อง อ่านเข้าใจ การเข้าใจภาษาคือพื้นฐานที่ดีที่สุด

DQ : คุณก่อศักดิ์เองก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของมนุษย์คุณภาพ คิดว่ากระบวนการสร้างคนให้เป็นอย่างเราน่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง นอกจากการอ่าน
ผมถึงทำเรื่องอ่าน ผมทำเรื่องหมากล้อม เพราะหมากล้อมถ้าคุณไปอ่านมากขึ้นก็จะเข้าใจ ว่ามันคือสงครามชีวิต ชีวิตที่ต้องรับมือกับทุกๆ เรื่องในวันเดียว คุณต้องรับเรื่องเป็น รับแล้วเรื่องต่างๆ ไม่ใช่ดีเฉพาะมันเอง แต่ว่ามันต้องเข้ากับเรื่องอื่นให้ดีด้วย เช่น งานดีแต่ว่าทิ้งครอบครัวก็ไม่ดี เราจะต้องรับกับภาพรวมให้ดี

DQ : ขออนุญาตถามซอกแซกเรื่องส่วนตัวหน่อย เพราะว่าเห็นหน้าไม่เหี่ยว ไม่ย่น ไม่แก่เลย มีวิธีบริหารจัดการชีวิตอย่างไร เพราะว่าวันหนึ่งน่าจะต้องเจอกับเรื่องที่ทำให้หน้าเหี่ยวมากมาย
ไม่ใช่ เพราะว่าคนเราไม่เข้าตาจนไง ผมยึดหลักการพ่อผมว่า ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ผมไม่ทำอะไรจนเกินตัว ผมไม่ทำอะไรจนตัวเองเข้ามุมอับ ผมสบายๆ ผมรับผิดชอบประจำวันมันก็ไม่ใช่หนักหนา และผมก็กระจายงานให้ลูกน้อง ผมจริงใจกับลูกน้องลูกน้องก็รักผม ช่วยกันคิด เราไม่มีการเล่นเกมกับลูกน้องให้มาระวังระแวง เราไม่ได้อยู่ในแบบที่เรียกว่าวันๆ ต้องมาระวังระแวงกัน หรือวันๆ ก็มีแต่ปัญหาแบบที่เรียกว่า “ขบไม่แตก” คนเราเครียดก็คือมีปัญหาที่ขบไม่แตก กำลังจะเข้าตาจนและหาทางออกไม่ได้ถึงเรียกว่าเครียด แต่ถ้าทุกวันนี้จะต้องไปติดต่อคนนู้นคนนี้ อย่างมากเรียกว่า “มีแรงกดดัน” แต่ไม่ควรจะเรียกว่าความเครียด คนไทยไปใช้คำผิด คนเราจะเครียดก็ต่อเมื่อมองเห็นหายนะแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรนั่นแหละคือไม่เครียด ถ้าคนเราไม่เครียด และยิ่งถ้าทำให้ตนเองไม่มีหนี้ ไม่อับจนบ่อยๆ มันก็ยิ้มได้ทุกวัน ผมต้องรับผิดชอบทีมงาน 4 หมื่นคนผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าหนักหนาอะไร

DQ : มีคนเครียดแทน
ไม่ แต่ผมก็ไม่ได้ให้เขาเครียด เพราะผมก็ไม่ไปทำให้เขาเครียด ผมไมได้ไปบังคับให้เขาทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ ผมไม่ใช่หัวหน้าประเภทที่ไปทำคนอื่นแย่ บางทีเราจะให้งานเราคิดเผื่อว่าเขาทำได้ไหม ให้คำปรึกษากับลูกน้องที่เราสั่งงาน งานทุกงานที่เราสั่งให้ลูกน้องคนไหนล้วนแต่ต้องศึกษาให้เขาก่อน

DQ : ใครทำให้คุณคิดได้แบบนี้ หรือว่าเกิดมาก็คิดได้เลย มีใครเป็นแรงบันดาลใจ 
ก็คงมาจากผมเป็นคนชอบเห็นคนรอบข้างยิ้มได้ เวลามีลูกน้องผมก็อยากเห็นลูกน้องยิ้มแย้มแจ่มใส เวลาเราจะให้งานเขาเราก็ต้องเห็นใจเขา และยังต้องช่วยเขา ให้งานเขาแล้วพยายามช่วยเขาด้วย ไม่ใช่ให้แล้วก็เรื่องของคุณ คุณทำไม่ได้คุณตาย เพราะเขาตายเราก็ตายด้วย (หัวเราะ)

DQ : แล้วคุณเชื่อไหมว่ามนุษย์ถูกกำหนดมาตามพันธุกรรม
ไม่เชื่อ ผมเชื่อเรื่องกรรมเก่า และปัญญาเก่า ทำไมลูกมาจากพ่อแม่เดียวกัน เช่น เด็กอายุ 6-7 ขวบแข่งเปียโนแล้วมาเป็นแชมป์ประเทศ ไม่ใช่ว่าเขามาฝึกเอาชาตินี้ นู่น…ชาติเก่าเขาเก่งอยู่แล้ว มาฟื้นเอาเร็ว ทำไมเด็ก 9 ขวบแต่งโคลง แต่งกลอน เยอะแยะ ทำไมเด็กอีกคน 15 อ่านหนังสือยังไม่ออก เพราะฉะนั้นพ่อแม่เดียวกัน 2 คนไปดูสิ ต่างกันเยอะ มันไม่ใช่ยีน ฝรั่งมีโมสาร์ท ไทยเราก็มีสุนทรภู่ ผมไม่เชื่อเรื่องยีนในฐานะเป็นฟิสิกส์ ผมเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ และปัญญาเก่า กรรมเก่าที่นำมา

DQ : คุณก่อศักดิ์มีที่พึ่งทางใจคือ
ศาสนาพุทธ เรามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เราเชื่อในศาสนาพุทธ เราเชื่อเรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้าผมทำดีไปเรื่อยๆ นะ ชาตินี้ผมไม่ได้อะไรก็ไม่เป็นไร แต่ผมคิดว่าชาติหน้าผมเกิดมาอาจจะเป็นคนฉลาดอย่างนี้อยู่ (ล้อมกรอบ)

DQ : แบ่งสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว และการทำงานอย่างไร
ไม่แบ่งกันชัดเจนหรอก แต่เราดูแลให้ได้มากที่สุด เช่น ผมไปประชุมต่างจังหวัด ผมก็หิ้วครอบครัวไปด้วย ไม่ใช่ว่าผมไปต่างจังหวัดผมทิ้งลูกหลานอยู่บ้าน ถ้าเราเอาเขาไปได้เราก็เอาเขาไป อย่างวันนี้เดี๋ยวลูกชายผมไปกินข้าวกับเพื่อน ก็ขอกลับบ้าน ก็โอเค เดี๋ยว 2 ทุ่มมาเจอกันแล้วก็นั่งรถกลับบ้านด้วยกัน พยายามให้เวลากับลูกน้องที่ทำงานใกล้ชิดกัน พยายามให้เวลา พยายามให้เวลากับครอบครัว ให้เวลากับบริษัท และก็ให้มากเท่าที่จะให้ได้

DQ : และตอบได้รึยังว่าชีวิตนี้เกิดมาทำไม บางคนก็ใช้ชีวิตแบบไปวันๆ บางคนถึงจุดที่รู้ว่าเกิดมาทำไม บางคนอาจจะต้องไปเป็นนายกฯ 
ไม่หรอก ผมยังไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าผมจะเป็นอย่างไร แต่ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่าผมโชคดีที่ทุกวันนี้ผมกำลังทำประโยชน์ให้สังคมพอแล้ว งานในบริษัทดี ก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว งานเราดีในบริษัท บริษัทเป็นประโยชน์ต่อสังคม สอง ผมยังมีสิทธิเอาเงินกำไรของบริษัทไปช่วยสังคม ที่มันไม่ใช่เป็นผลประโยชน์กลับคืนมาอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในเรื่องการอ่าน เรื่องศาสนา ผมถือว่าวันนี้ผมดีแล้ว ผมไม่สนใจหรอกว่าวันนี้ผมจะเป็นอะไร ผมสนใจว่าวันนี้ผมได้ทำหน้าที่ที่ดี ผมมีโอกาสได้ทำประโยชน์ให้สังคม ไม่ใช่ว่าวันนี้บริโภคแล้วผมไม่ทำอะไรให้สังคมเลย ผมไม่ทำตัวให้ติดลบของสังคม ผมไม่สนใจหรอกว่าอีกสิบปีผมเป็นอะไร ผมไม่สนใจหรอกว่าปีหน้าผมจะเป็นอะไร

DQ : ความท้าทายในการทำงานในตำแหน่งนี้ หรือแข่งขันกับอะไร
ไม่หรอก ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องถูกคนอื่นครอบงำด้วยว่าทุกอย่างคือท้าทาย ทุกอย่างคือแข่งขัน ผมถือว่าผมกำลังทำอะไรให้กับเพื่อนร่วมงาน ผมทำให้เพื่อนร่วมงานมีระบบงานที่ดี ผมทำให้เพื่อนร่วมงานมีบรรยากาศในการทำงานที่ดี มีปัญหาข้างหน้ามาไม่รู้ละจะแก้ ผมพอใจแค่นี้แล้ว ผมไม่ต้องการท้าทายอะไรอีก ผมไม่ต้องการไปหาเรื่องจะต้องไปสร้างอีกธุรกิจหนึ่งเพื่อรับการท้าทาย แต่ถ้ามันเกิดมีเรื่องธุระอะไรมาก และพวกผมก็รวมหัวกันประชุม เอายังไงวะ…อย่างนี้

DQ : เซเว่นฯ กับประเทศนี้ คุณก่อศักดิ์มองว่าเป็นอวัยวะส่วนไหน
ผมว่าเวลานี้เซเว่นฯ มีจำนวนสาขามากกว่าแบ๊งค์รวมกันหมดทุกสาขา เราก็ช่วยประเทศชาติ ไม่ว่ากระทรวงไหนมาขอความช่วยเหลือที่เขาต้องการถึงประชาชนเร็วๆ เรายินดีทำให้ฟรี บางครั้งเรายังจ่ายเงินให้ เราเต็มใจทำให้ เพราะฉะนั้นเราก็เหมือนระบบเอ็น ประสาท ของทั้งร่างกาย แต่เรายินดีทำให้ เพราะเราถือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติ ถ้าเราทำให้ประเทศชาติมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเราก็ควรทำ

 

 

You may also like...