กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนผู้เสก 1 ล้านให้เป็น 500 ล้าน

kittichai

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า ในช่วงปีสองปีนี้ ชื่อของนักลงทุนหนุ่มหน้ามน กิติชัย เตชะงามเลิศ นั้นเกรียวกราวยิ่งนัก ทั้งในแวดวงตลาดหุ้น วงการธุรกิจ และในฐานะเซเล็บที่น่าจับตาในแวดวงสังคมชั้นสูงของบ้านเรา เพราะเขาเป็นนักลงทุนแวดวงธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆของเมืองไทย ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ก่อนจะก้าวมาสู่ความมั่งคั่งในวันนี้ ชีวิตที่ผ่านมาของ คุณกิติชัย เตชะงามเลิศ  ก็ผ่านเรื่องราวมากมาย ที่มีทั้งดีร้ายหลากสีสันดุจดังภาพเขียนอิมเพรสชั่นนิสต์ที่บาดเร้าอารมณ์ของ แวนโก๊ะ … ศิลปินคนโปรดของเขานั้นทีเดียว

“ตอนผมอายุได้ 12 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ น้องสาวของผมเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ที่บ้าน คุณพ่อผมทำธุรกิจโรงงานทอผ้า โรงงานเสื้อยืด และร้านขายเสื้อยืด ตึกที่เกิดเหตุไฟไหม้เป็นที่ตั้งของโรงงานเสื้อยืด ข้างล่างก็เป็นร้านขายเสื้อผ้าด้วย พอเกิดเหตุผมก็เลยออกจากโรงเรียนพร้อมพี่ชาย มาทำธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าที่เป็นธุรกิจเดิมของคุณพ่อ โรงงานเสื้อยืดไฟไหม้หมดเลยเลิกทำไป ส่วนธุรกิจโรงงานทอผ้าคุณพ่อเป็นผู้จัดการใหญ่ แต่มีหลายหุ้นส่วน เลยขายหุ้นส่วนของคุณพ่อผมไปกับเพื่อนๆญาติๆของคุณพ่อ เหลือเงินประมาณ 1 ล้านบาท ตอนนั้นผมจึงเริ่มต้นทำธุรกิจ ตอนกลางวันเปิดร้านค้าขาย ตอนเย็นผมไปเรียนกวดวิชา สอบเทียบได้ ม.ต้น กับ ม.ปลาย และผมก็ไปเอนทรานซ์ติดอันดับหนึ่งคณะวิทยาศาสตร์ที่จุฬา แต่พอไปดูคะแนนย้อนหลังถ้าเลือกหมอคงติด พอดีไม่ได้เลือกไว้ แต่ถือว่าเป็นโชคดี ถ้าให้เลือกเป็นหมอ ชีวิตผมคงอยู่แค่ในโรงพยาบาล

เรียนได้ประมาณเทอมนึง พี่ชายผมเค้าดูแลร้านไม่ไหวคนเดียว ผมเลยลาออกจากจุฬาแล้วก็ไปลงราม เพราะที่รามไม่เรียนก็ได้เอาหนังสือมาอ่านที่บ้าน ผมไปลงรามคณะบริหารธุรกิจ ใช้เวลา 3 ปีครึ่งจบ ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ได้เรียนฟรี 2 เทอม หลังจากจบรามผมก็ไปสอบ MBA เข้าจุฬา ธรรมศาสตร์ นิด้า ผมสอบติดทั้งสามที่ แต่เลือกเรียนที่จุฬาที่เดียว สมัยที่เรียนจุฬาตอนนั้นก็เริ่มลงทุนในตลาดหุ้น เพราะผมเลือกวิชาเลือกกี่ยวกับการลงทุนหมดเลย แล้วโชคดีอาจารย์ที่สอนผมท่านนึงเป็นนักเล่นหุ้นด้วย ผมสนิทกับอาจารย์พอสมควร เลยตามอาจารย์ไปตามห้องค้า บริษัทหลักทรัพย์ จึงเปิดบัญชีแล้วซื้อขายหุ้นตั้งแต่สมัยตอนเรียนปริญญาโท ตอนนั้นผมยังทำธุรกิจค้าขายเสื้อผ้ากับเล่นหุ้นสองอย่าง

ต่อมาผมเห็นว่าแถวบ้านก็มีคอมเพล็กซ์ ซึ่งถ้าสร้างเสร็จเมื่อไหร่ก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาตรงนี้เยอะ เราจะมีคู่แข่งในด้านขายเสื้อผ้า ตอนนั้นผมมองว่ามันมีลักษณะคล้ายกับเค้กหนึ่งก้อน ตอนแรกมันจะมีคนถือมีดหั่นเค้กจำนวนนึง แต่จู่ๆจะมีคนถือมีดมาหั่นเค้กก้อนนี้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเค้กที่จะได้มันจะเล็กลง เพราะคนถือมีดที่จะมาหั่นเค้กเยอะขึ้น ตัวเค้กเองไม่ได้ใหญ่ขึ้นด้วย อย่างลูกค้าผมมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ พวกรัสเซีย ตะวันออกกลาง ที่สมัยก่อนเคยมาซื้อแถวบ้าน ก็เลิกซื้อ สอบถามได้ความว่าเค้าไปซื้อจากเมืองจีนจะถูกกว่า ผมเลยคิดว่าธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าของผม มันน่าจะเป็นธุรกิจแบบตะวันตกดินแล้ว เพราะคู่แข่งเยอะขึ้น ขนาดไซส์ของตลาดก็เล็กลง ลูกค้าต่างชาติหายไปส่วนนึง ผมปรึกษาพี่ชายว่าเราน่าจะเลิกทำธุรกิจนี้ แล้วหาธุรกิจใหม่ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า เพราะธุรกิจค้าขายเสื้อผ้าได้ประมาณ 3-4% เท่านั้นเอง ตอนแรกพี่ชายผมไม่ยอมเลิก เพราะเขาเป็นพวกนักอนุรักษ์นิยม เลิกไปแล้วจะทำอะไรก็ยังไม่รู้เลย เดี๋ยวไม่มีหลักยึด เดี๋ยวไม่มีธุรกิจให้ทำ จะมีปัญหา แต่ผมบอกพี่ชายว่า เดี๋ยวในที่สุดเราน่าจะหาธุรกิจอะไรที่ทำแล้วให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ทุกคนมี 24 ชม. เท่ากันหมด จะเอาเวลา 24 ชม. ไปทำอะไรที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าธุรกิจที่เราเคยทำ ถึงแม้เราจะถนัดแต่ผลตอบแทนน้อย ในที่สุดพี่ชายก็เห็นด้วย ยอมตามที่ผมขอร้องไว้ ตอนนั้นผมยังเล่นหุ้นอยู่ แล้วผมก็เริ่มมาจับเรื่องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เริ่มจากการไปประมูลทรัพย์ที่กองบังคับคดี ปรากฏว่าบ้านหลังแรกที่ประมูลได้ ได้ผลตอบแทนที่ดีมาก ตอนนั้นประมูลไปราคา 350,000 อยู่แถวพัฒนาการ ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ขายได้สองล้านสอง กำไรประมาณ 8 แสนกว่าบาท ได้ผลตอบแทนประมาณ 60% ภายในระยะเวลาแค่ 5 เดือน ซึ่งเมื่อเทียบกับการค้าขายเสื้อผ้า มีกำไรแค่ 3-4% เอง มันเทียบกันไม่ติดเลย เป็น 20 เท่า แล้วการที่จะขายเสื้อผ้าให้ได้ 2 ล้าน มันต้องเป็นกองมหึมา เพราะเสื้อผ้าที่ผมขายเป็นเสื้อยืดเสื้อโหลที่ราคาไม่แพง กว่าจะขายปริมาณนั้นก็ต้องใช้เวลา ผมเลยหันมาลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมนอกจากเล่นหุ้น

ผมสังเกตุว่าพวกเศรษฐีทั้งหลายในโลกที่รวยๆกัน ส่วนมากมาจาก 3 อย่าง หนึ่ง ไม่เป็นเจ้าของธุรกิจก็ลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่ก็ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของธุรกิจผมกับพี่ชายก็ได้ทำแล้ว และเห็นว่าอนาคตธุรกิจมันเหมือนพระอาทิตย์เริ่มอับแสง เลยคิดว่าไม่น่าสนใจ ส่วนการเล่นหุ้นผมก็เรียนมาทางด้านนี้ อสังหาริมทรัพย์ทำแล้วรู้สึกว่าประสบผลสำเร็จ ได้ผลตอบแทนที่ดี เลยยึดเป็นการลงทุนหลัก คืออสังหาริมทรัพย์กับเล่นหุ้นสองอย่าง”

เคล็ดลับของความสำเร็จ ที่ทำให้มีชื่อเสียงและมั่งคั่งในโลกการลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย

คติประจำใจผมคือ โอกาสมีอยู่เสมอ อยู่ที่เราจะเห็นมันหรือไม่ และเมื่อไหร่ที่เราเห็น เราควรจะวิ่ง 4×100 เพื่อแย่งโอกาสนี้มาก่อน แต่ไม่ใช่ว่าเราวิ่งบนหัวของคนอื่น หนทางมีอยู่หมื่นแสนเส้นทางที่วิ่งไปสู่เป้าหมาย แต่เราพยายามวิ่งเส้นทางที่สั้นและเร็วที่สุด เพื่อเราจะไปคว้าโอกาส เพราะโอกาสดีๆคงไม่มีเยอะมาก มันคงจะมีไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง ผมเชื่อว่าโอกาสดีๆทุกคนก็ต้องการ เพราะฉะนั้นอยู่ที่คนไหนมีความเร็ว มีความสามารถที่จะเข้าถึงโอกาสนั้นได้ก่อน คนนั้นก็จะคว้าโอกาสนั้นไปได้ แต่ผมย้ำว่าการที่เราจะไปคว้าโอกาสนั้น ต้องไม่วิ่งไปบนหัว บนบ่า บนไหล่ ของคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าชื่นชม แต่หมายถึงว่าวิ่งด้วยความยุติธรรม วิ่งด้วยความเร็ว และหาหนทางที่สั้นที่สุด

ทราบว่าเป็นนักสะสมงานศิลป์ตัวยง อยากทราบแนวคิดในการสะสมงานศิลปะว่ามีแรงบันดาลใจจากอะไร

เดิมผมอยู่ตึกแถวๆปทุมวัน แล้วผมก็มาซื้อคอนโดที่อโศก ตอนที่ตกแต่งห้องก็เลือกอยู่ว่าจะทาสีหรือจะติดวอลล์เปเปอร์ดี ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะทาสีให้ฝาผนังเป็นสีพื้น แล้วก็ไปหาพวกงานศิลปะต่างๆมาประดับที่ผนังห้องน่าจะดี ตอนนั้นเลยเริ่มจะซื้อหาพวกภาพเขียนที่เราคิดว่าสวยในสมัยนั้น โชคดีมีเพื่อนรุ่นพี่เป็นอาจารย์อยู่ที่ศิลปากร เค้าช่วยเอาผลงานของนิสิตปริญญาโทมาให้เราเลือกซื้อ เราเลยเลือกซื้อไว้ส่วนนึงเพื่อเอามาติดฝาผนัง หลังจากนั้นเริ่มมีความชอบในงานศิลปะมาเรื่อยๆ

ผมเป็นคนที่ชอบเดินทาง เวลาเดินทางท่องเที่ยวไปที่ไหนส่วนมากจะซื้อพวกงานศิลปะกลับมา ช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมไปเที่ยวประเทศในแถบเอเชียเยอะ ผมก็ซื้อพวกภาพวาด ภาพปัก แล้วก็พวกศิลปวัตถุต่างๆจากประเทศเพื่อนบ้านเอเชียที่ไปเที่ยว รวมไปรวมมาตอนนี้มีภาพที่สะสมไว้ ทั้งได้จากการเดินทาง ได้จากที่ซื้อศิลปินในเมืองไทย เฉพาะภาพวาดและภาพปักรวมกันประมาณ 70 รูป ถือว่าเยอะเหมือนกัน ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะซื้อมาได้เยอะขนาดนั้น จริงๆแล้วมีมากกว่านั้น 70 กว่ารูปนี่เฉพาะติดผนังห้อง และมีบางส่วนเก็บไว้ในห้องเก็บของ เพราะไม่มีที่ติดแล้ว

ผลงานศิลปะและศิลปินที่ชื่นชอบ

ศิลปินไทยที่ชื่นชอบมาก คืออาจารย์ถวัลย์ ดัชนี  ท่านมีฝีมือมาก ท่านดังในเมืองไทยแล้วเป็นที่รู้จักในต่างประเทศค่อนข้างเยอะ ชาวต่างชาติก็รู้จัก ใครๆก็รู้ว่าท่านมีผลงานดีขนาดไหน อาจารย์ถวัลย์เป็นศิลปินที่มีผลงานที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ

หากมองว่า การสะสมศิลปะเป็นการลงทุน มูลค่าและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในงานศิลปะเป็นอย่างไร

จริงๆแล้วที่ผมซื้องานศิลปะผมไม่ได้คิดในแง่การลงทุน ผมซื้อในแง่การชอบส่วนตัวมากกว่า หลังๆมาซื้อเป็นภาพปัก เพราะเวลาผ่านไปภาพพวกนี้มีจะราคาสูงขึ้น มีอยู่ภาพนึงที่ผมซื้อมาจากประเทศเวียดนาม เป็นภาพไซส์ค่อนข้างใหญ่มากและเป็นภาพปักเต็มผืนเลย ผมถามที่ร้านเค้าว่าภาพนี้ต้องใช้ศิลปิน 1 คนและช่างปักอีกประมาณ 7-8 คน รวมทั้งหมด 8-9 ชีวิตเพื่อผลิตภาพนี้ขึ้นมาโดยใช้เวลาประมาณ 13 เดือน หนึ่งปีกับ 1 เดือน ลองคิดง่ายๆสมมติว่าช่างปัก 8 คน ค่าแรงเดือนละ 3,000 บาท 8 คนนึงก็เดือนละ 24,000 และเอาเงินเดือนซัก 6,000 บาทก็เป็น 30,000 และ 30,000 เอา 13 x ก็ 390,000เกือบ 400,000 บาท แล้วอีก 20-30 ปีข้างหน้าคนเวียดนามเงินเดือนเค้าคงไม่ได้ 3,000 เค้าอาจจะเงินเดือน 50,000 ก็ได้ หรือถ้าเป็น 30000 x 8 คน ก็ 240,000 ปีนึงก็ประมาณเกือบ 3,000,000แล้ว ไม่รวมค่าแรงงานของศิลปินอีก จะเห็นว่าภาพปักถ้าเลือกสวยๆอนาคตภาพพวกนี้ราคาก็ขึ้นไปเยอะมากตามค่าแรงของคน เพราะในที่สุดค่าแรงของคนก็แพงขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าชาติไหนก็ตาม เหมือนค่าแรงคนไทยเรา ถ้าย้อนไปยี่สิบปีที่แล้ว คนไทยอาจมีเงินเดือนประมาณ 3,000-5,000 แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นขั้นต่ำ 10,000แล้ว เวลาผ่านไปคนก็เริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อและความสามารถในการผลิต

มีคำแนะนำอย่างไรสำหรับผู้ที่สนใจเริ่มสะสมงานศิลปะ

ต้องถามก่อนว่าเค้าต้องการสะสมด้วยใจรักหรือว่าต้องการให้ได้ผลตอบแทน ถ้าเพื่อใจรักต้องซื้อภาพตามสไตล์ที่ตัวเองชอบ ถ้าหวังในการลงทุนแต่งบน้อยก็ต้องเล็งดูว่าศิลปินคนไหนที่มีผลงานดีและเริ่มจะมีชื่อสียง หรือศิลปินที่ได้รับรางวัล ประกวดจิตรกรรมบัวหลวง โตชิบา กสิกรไทย ทิสโก้ เพราะตอนนั้นราคาคงไม่แพงพอที่จะซื้อได้ ราคายังไม่เขยิบขึ้นไปสูงมาก

แหล่งซื้อหา หรือซื้อขายแลกเปลี่ยนงานศิลปะที่ผู้สะสมนิยมกันคือที่ไหน

จริงๆมีหลายช่องทาง ถ้ารู้จักกับศิลปิน ซื้อกับศิลปินโดยตรง หรือมีเพื่อนที่รู้จักกับศิลปิน ราคาอาจจะถูกกว่าแกลเลอรี่ ซึ่งแกลเลอรี่จะมีชารจ์เรื่องกำไรอยู่ ถ้าซื้อจากศิลปินก็คงราคาย่อมเยาว์กว่า หรืออาจจะได้จากงานประมูลภาพ แต่บางครั้งการประมูลภาพก็จะแพงมาก ราคาประมูลอาจสูงกว่าที่ขายตามแกลเลอรี่หรือซื้อโดยตรงจากศิลปินเอง

ผลงานศิลปินระดับโลกที่ชื่นชอบและอยากได้ไว้ในครอบครอง

ผมชอบหลายคน มี แวนโก๊ะ โกแกง โมเน่ต์ อย่างภาพดอกทานตะวันของแวนโก๊ะ ดูจากฝีแปรง การลงสี สมควรแล้วที่เป็นศิลปินระดับโลก ซึ่งศิลปินที่ผมชอบมากสุดคือแวนโก๊ะ

********************************
Text: วณิศา อดัมส์
Contact for Executive & Investor Interview : editor@dooqo.com
Mobile: 088-8613603

You may also like...