อธิป พีชานนท์ ขุนพลการตลาดแห่งศุภาลัย

atip

ชื่อเสียงของ อธิป พีชานนท์ ในฐานะขุนพลการตลาดแห่งอาณาจักรศุภาลัย ผู้ร่วมสร้างความสำเร็จอันเป็นตำนานด้วยยอดขายถล่มทลายของทุกโครงการในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ย่อมไม่มีคำถามใดให้ทุกคนต้องสงสัยในความสามารถ อีกทั้งตำแหน่งทางสังคมมากมายในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นข้อพิสูจน์ถึงความยอมรับนับถือในฝีมือและความเป็น ‘ตัวจริง’ คนหนึ่งในเส้นทางสายนี้มานาน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ซึ่งต้องรับผิดชอบ ศุภาลัย ในฐานะผู้นำที่ต้องดูแลภาพรวมของธุรกิจทั้งหมดให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างมั่นคง ภารกิจในการ สืบสานสิ่งดีๆ ที่ศุภาลัยมีอยู่เดิมและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดียิ่งกว่าด้วยวิสัยทัศน์อันฉียบคมของเขา จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างจับตามอง

“วิสัยทัศน์ที่ผมวางไว้คือการพัฒนาและรักษาระดับคุณภาพของศุภาลัยให้เป็นหนึ่งใน 5 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ดีที่สุดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และมีการเติบโตที่ยั่งยืน และกลยุทธ์ที่จะขับเคลื่อนให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้นี้ ก็คือการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเราทั้งหมด 7 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งเราเรียกว่ากลยุทธ์ Supalai’s 7 R  ตัว R แต่ละตัวเป็นตัวแทนของแต่ละความสัมพันธ์ เพราะเราเชื่อมั่นว่า การสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ให้เกิดทีมงานที่มีประสิทธิภาพ จะนำไปสู่ผลงานที่เป็นเลิศครับ”

คุณอธิป เปิดใจกับเราในยามเย็นวันหนึ่ง ด้วยใบหน้าที่ยังสดใสแม้ว่าจะผ่านงานหนักมาตลอดทั้งวัน เจ้าตัวบอกว่า ถึงจะทำงานหนักเต็มเจ็ดวันในรอบสัปดาห์ก็ไม่เคยเหนื่อย แถมยังมีเวลาเหลือให้กับการตีกอล์ฟ กีฬาสุดโปรดอีกด้วย ซึ่งก็เป็นธรรมดาของนักบริหารผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลาย ที่ต้องเริ่มต้นด้วยการบริหารเวลาในชีวิตตัวเองให้สมดุลเป็นลำดับแรก เพื่อให้พร้อมกับการออกไปบริหารให้เกิดความสำเร็จในองค์กรและธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างไม่ติดขัด โดยเฉพาะการบริหารความสัมพันธ์ของสมาชิกทุกประเภทในครอบครัวใหญ่มหึมาที่มีจำนวนหลายพันชีวิตอย่างศุภาลัยนั้น  ย่อมต้องใช้พลังมากเป็นพิเศษ

“กลยุทธ์ Supalai’s 7 R ในการบริหารความสัมพันธ์และสานประโยชน์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 7 กลุ่มของเราประกอบด้วย

Employee relation – การดูแลพนักงาน เพราะเขาเป็นผู้ที่ร่วมสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจและต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเรา เราจึงต้องดูแลพนักงานของเราทุกคนให้เขามีความสุข ได้รับผลตอบแทนที่เหมะสม มีความมั่นคง และมีโอกาสในการเติบโต

Corporate Social Responsibility – ความรับผิดชอบต่อสังคม ศุภาลัยเรามีกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค รวมถึงงานที่เราร่วมมือกับภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้สู่สังคม ทั้งในเรื่องศิลปะ สุขภาพ ธรรมะ และการลงทุน นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ศาสนสถานต่างๆ

Customer Relation Management – การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า โดยมุ่งเน้นคุณภาพของบริการหลังการขาย การจัดกิจกรรมเพื่อกระชับสายสัมพันธ์ รวมถึงการผลิตสื่อนิตยสาร สารสารต่างๆ เพื่อเป็นสื่อกลางกับสมาชิกในโครงการ

Investor Shareholder Relation – กลุ่มผู้ถือหุ้น นักลงทุน เรามีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลให้ข้อมูล บริการความรู้ ข่าวสาร และจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์

Supplier + Contractor Relation – กลุ่มคู่ค้า และผู้รับเหมา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการไปจนถึงคนงานก่อสร้าง การบริหารความสัมพันธ์กับกลุ่มนี้เราจะมุ่งให้ความช่วยเหลือเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ พัฒนาศักยภาพ รวมถึงกับส่งเสริมศักยภาพทางการเงินให้กับเขาด้วย โดยในการดำเนินธุรกิจร่วมกับคู่ค้าของเราทุกคน เราจะไม่เคยเอาเปรียบ รักษาคำมั่นสัญญา จ่ายตรงเวลาเสมอ

Government Relation – การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ เราจะมีการดูแลให้มีความสะดวกคล่องตัวในการปฏิบัติงานร่วมกันโดยไม่ติดขัด ควบคู่ไปกับการรักษากฏกติการต่างๆ อย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานที่ดี

ผมเชื่อว่า ความสำเร็จในการบริหารความสัมพันธ์ทุกส่วนนี้จะทำให้องค์กรของเราเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งปัจจัยจากภายนอกประเทศต่างๆ ทำให้ต้องเราไม่ประมาทและไม่ตั้งเป้าเอาไว้สูงเกินไปนัก โดยเราวางเป้าหมายความสำเร็จในปีนี้เอาไว้แค่ 10 % แต่อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถทำยอดขายในไตรมาสก่อนหน้านี้ได้เกินเป้า ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีในภาวะเช่นนี้ครับ

นอกจากตัวเลขความเติบโต เรายังมีเป้าหมายสำคัญอื่นๆ ที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโอนกรรมสิทธิ์ เราตั้งเป้าไว้ว่า ศุภาลัยเราจะต้องสร้างและโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามเป้าหมายและทันกำหนดเวลา โดยผู้ซื้อจะต้องมีระดับความพึงพอใจตามเกณฑ์ที่เราวางไว้ด้วย จากการสำรวจวัดผลความพึงพอใจในปีที่ผ่านมา เราได้ตัวเลขความพอใจถึง 70 % ในปีนี้เราจะทำให้ได้ไม่ต่ำกว่า 80% และสุดท้ายคือเรื่องของตัวเลขทางการเงิน ผลประกอบการ และระดับความน่าเชื่อถือต่างๆ เราตั้งเป้าให้รักษาระดับไว้ในกลุ่ม TOP5 ไปตลอดครับ”

การขับเคลื่อนองค์กรขนาดใหญ่ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงแม้ในเวลาปกติก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในภาวะที่บ้านเมืองของเราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้านเช่นนี้ ย่อมยากเย็นยิ่งกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

“ปัจจัยเสี่ยงของการลงทุนต่างๆ ในช่วงนี้ แทบทุกธุรกิจก็ต้องเผชิญคล้ายๆ กันครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุน ปัญหาเงินเฟ้อ ที่จะต้องกระทบต้นทุนการผลิตและกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค ตามมาด้วยอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้

แต่ทั้งนี้ ศุภาลัยของเราก็โชคดีตรงที่เราไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนักจากกำลังซื้อของต่างชาติที่ลดลง เพราะรายได้ของเราส่วนใหญ่มาจากผู้บริโภคในประเทศ ทำให้ในปัจจุบันฐานะทางการเงินของบริษัทอยู่ในระดับดีมาก TRIS ได้ปรับระดับเราขึ้นจาก BBB+ เป็น  A- ซึ่งบริษัทที่ได้รับอันดับนี้มีด้วยกันเพียง 4 ราย

ส่วนปัจจัยบวกในช่วงนี้ก็ยังมีครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล และอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่แม้ว่ามีแนวโน้มจะขึ้นแต่ก็ถือว่ายังไม่สูงเกินไป ธนาคารก็ปล่อยสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ประกอบกับการที่ธุรกิจแข่งขันสูง ปีนี้จึงเป็นตลาดของผู้บริโภค และกลุ่มผู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นผู้บริโภคที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะลูกค้าของเราเองก็เป็นลูกค้าระดับกลางๆ ขึ้นไปครับ”

เห็นได้ชัดว่า ความแข็งแกร่งมั่นคงของศุภาลัยด้วยรากฐานทางธุรกิจและชื่อเสียงที่ยาวนาน เป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งสำหรับการแข่งขันในภาวะวิกฤตเช่นนี้ แต่การยืนหยัดอยู่โดยลำพังหรือก้าวไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวย่อมไม่ใช่วิสัยทัศน์เพื่อความเจริญที่ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ผู้บริหารศุภาลัยจึงแบ่งสรรกำลังความรู้ความสามารถและเวลาไปช่วยเหลือภารกิจทางสังคมในตำแหน่งสำคัญมากมาย และบทบาทล่าสุดที่ได้ร่วมทำประโยชน์ในการเยียวยาปัญหาเศรษฐกิจชาติ คือการร่วมเป็นกรรมการบริหารสภาหอการค้าไทย ซึ่งคุณอธิปได้ให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐ ในการทำมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระผู้บริโภค เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการแล้ว ยังได้ประโยชน์กับรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในช่วงเวลาที่ประเทศชาติประสบปัญหาการแตกแยกทางความคิด ผู้คนแตกความสามัคคี ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อความเจริญของประเทศในทุกมิติ คุณอธิป พีชานนท์ ได้แสดงความห่วงใยถึงปัญหานี้ และแบ่งปันแง่คิดสำคัญในการสร้างความสมานฉันท์ เสริมสามัคคีในหมู่คณะและองค์กร ซึ่งศุภาลัยยึดถือปฏิบัติและใช้ได้ผลมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

“ผมคิดว่า เงื่อนไขง่ายๆ ที่ทำให้คนเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข โดยไม่เกิดความบาดหมางแตกแยก แม้จะมีความคิดความเห็นที่แตกต่างกัน คือ ‘ความเป็นธรรม’ ประวัติศาสตร์ของทุกสังคมได้พิสูจน์ให้เราเห็นมานักต่อนักแล้วว่า ผู้คนในสังคมจะแตกความสามัคคี เมื่อผู้บริหารไม่มีความเป็นธรรม

การยึดหลักความถูกต้อง การตัดสินปัญหาต่างๆ ด้วยความยุติธรรม ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนทุกกลุ่มอยู่ร่วมกันได้ด้วยความไว้วางใจ การรักษากฏกติกามารยาทที่เคร่งครัด ไม่ล่วงละเมิดสิทธิ ไม่มีการทุจริต เล่นพรรคเล่นพวกกัน เหล่านี้คือปัจจัยของความสามัคคีซึ่งใช้ได้เสมอ และศุภาลัยเราเองก็ยึดหลักนี้มาตลอดครับ

นอกจากนี้ ในการทำงานร่วมกันกับทีมงาน หรือแม้แต่คณะผู้บริหาร เราก็ต้องให้เกียรติความคิด เคารพซึ่งกันและกัน สิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ต้องเป็นไปอย่างเสมอภาค ไม่ละเมิดล่วงเกินกัน และเมื่อเรายึดหลักประชาธิปไตย ก็ต้องเคารพเสียงข้างมาก ความแตกต่างทางความคิดและการโต้เถียงต่างๆ หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมจริงๆ ก็คุยได้เต็มที่ไม่มีการถือโทษโกรธเคืองกัน อย่างผมกับท่านประธานก็เถียงกันเรื่องงานทุกวัน แต่ไม่เคยมีปัญหา นอกเวลางานเราก็เฮฮาเข้ากันได้ดี (ยิ้ม)”

ผลงานความสำเร็จที่ อธิป พีชานนท์ สร้างให้กับศุภาลัยมาอย่างไม่หยุดยั้งตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ ในฐานะผู้ที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับคณะผู้บริหารและผู้ร่วมงาน คงเป็นเครื่องการันตีได้ว่า ทุกคำพูดมาจากประสบการณ์ที่มีคุณค่า และในวันนี้ ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะได้นำประสบการณ์เหล่านั้นมาสร้าง ‘ยุคใหม่’  ให้กับ ‘ศุภาลัย’ ได้อย่างสมภาคภูมิ

********************************
Text: วณิศา อดัมส์
Contact for Executive & Investor Interview : editor@dooqo.com
Mobile: 088-8613603

You may also like...

1 Response

  1. February 20, 2017

    van cleef alhambra braccialetto oro falso

    cartierbraceletlove Seven months is not enough!! They are clearly psychopaths and should be mentally assessed!!