GMM :ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แห่ง บมจ. จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่

paiboon

ความเสี่ยงที่ปลออดภัยในธุรกิจบันเทิง

คำแนะนำใดๆ คงไม่จำเป็นสำหรับชื่อของ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม หรือ อากู๋ แห่งอาณาจักรบันเทิง GMM GRAMMY เพราะชื่อนี้ แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จสูงสุด สำหรับการลงทุนในธุรกิจบันเทิงของเมืองไทย ที่ได้มาทั้งเงินทั้งกล่อง จากผลผลิตที่มีคุณภาพ แผนการตลาดอันเยี่ยมยอด และวิสัยทัศน์ในการบริหารขับเคลื่อนองค์กรที่ยากจะหาใครตามทัน

จากพื้นฐานเดิมที่เป็นนักโฆษณา กับความตั้งใจตั้งแต่แรกแค่เพียงอยากจะทำสินค้าที่เป็น Consumer products สืบเนื่องมาจากตอนเด็ก เพราะพ่อของเขาเปิดร้านสโตร์ขายขนมปัง ยาสีฟัน ผงซักฟอก สบู่ ของกินของใช้ ฯลฯ มาสู่ก้าวแรกของเขาสู่ธุรกิจบันเทิง ส่วนผสมของสูตรแห่งความสำเร็จของเขาส่วนหนึ่งน่าจะความเป็นคนมากมิตร ใจกว้าง หูตากว้างไกล ไม่หยุดนิ่งกับการเปิดรับสิ่งใหม่อยู่เสมอ  และจากจุดเริ่มต้นที่ฟังดูเรียบง่าย เมื่อตัดสินใจลงมือทำแล้ว เขาก็ไม่เคยหยุดนิ่ง

“ผมเป็นคนทำงานหนัก ตั้งใจทำงาน ตอนกลางวันผมอยู่ที่บริษัทสหพัฒน์ฯ ตอนกลางคืนผมเปิดบริษัทของตัวเอง ในขณะเดียวกันบางทีก็ไปรับจ้างทำหนังสือให้เขาบ้าง ผมเคยทำหนังสือให้คุณบุรินทร์ วงศ์สงวน  ในสมัยนั้น เคยไปร่วมทำหนังสือให้กับพี่ช้าง-ขรรค์ชัย บุญปาน เป็นคนชอบทำงาน ขยัน อยากเรียนรู้ มีความอยากรู้อยากเห็นมาก มันเป็นส่วนที่ช่วยให้เราเป็นคนมีประสบการณ์มาก

ความกระตือรือร้น ความที่กลัวตัวเองจะล้มเหลว มันเป็นแรงผลักดันให้กับตัวเอง เพราะที่ครอบครัวผมไม่มีใครช่วยอะไรได้เลย ความรู้สึกตรงจุดนี้ มันทำให้เราจะต้องพยายามอย่างที่สุด และเราก็ทำงานด้วยความสนุก ผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะ ผมเป็นคนชอบงานวางแผน แต่ไม่ถึงขนาดทำ Daily Operation

พอมาทำแกรมมี่ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างโชคดีตั้งแต่ปีแรกก็มีกำไร แต่ก่อนผมมีรายได้เดือนหนึ่งไม่ถึงแสน แต่ปีแรกพอมาทำตรงนี้ ผมมีกำไร 7 ล้าน ผมรู้สึกว่าชีวิตมันเปลี่ยนไปเยอะ ชีวิตค่อนข้างราบรื่น ปีที่ 2 อาจจะถอยไปหน่อย เพราะมีอะไรผิดพลาด ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง แต่หลังจากนั้นก็ราบรื่นมาโดยตลอด”

“อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบันเทิงเป็นธุรกิจที่เสี่ยงมาก มันไม่เหมือนกับ Consumer products ที่พอตั้งตัวสำเร็จแล้ว ก็สามารถจะมี life cycle ที่ยาวนาน การส่งเสริม การจัดการเองก็ไม่ยากในช่วงแรก แต่ธุรกิจนี้มีความเสี่ยงตลอดเวลา เช่น พี่เบิร์ด ธงชัย ประสบความสำเร็จในชุดนี้ มิได้หมายความว่าชุดหน้าจะประสบความสำเร็จ คุณต้องมีคนใหม่ก้าวขึ้นมาเสมอ ต้องต่อสู้กับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เป็นธุรกิจที่เสี่ยงมาก

เราจึงต้องซื่อสัตย์ในการแบ่งปันผลประโยชน์ เราต้องมีวิสัยทัศน์ที่ทำให้เขาเชื่อว่า เราจะพาเขาไปข้างหน้าได้ เราต้องมีการจัดจำหน่าย มีโครงสร้างที่ช่วยนักร้องไปด้วยกันได้ คนที่อยากจะทำงานในอาชีพนี้ก็จะเดินเข้ามาหาผมก่อน ให้ผมได้เลือกก่อน ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง โปรดิวเซอร์ โปรโมเตอร์

ถ้าเป็นเช่นนี้ ธุรกิจก็จะเสี่ยงน้อยลง เพราะเมื่อคุณคัดเลือกนักร้องที่ดีที่สุดมาอยู่กับเรา เวลาออกเทป มันก็เสี่ยงน้อยกว่าปรกติ ธุรกิจนี้มี Margin ที่สูงกว่า Consumer products ซึ่งจริงๆ แล้วตัวธุรกิจนี้เราสามารถนำเพลงเก่ามาขายได้ ยังมีฐานแฟนเพลงเป็น Community อย่างคนที่เติบโตมากับรุ่นนันทิดา เวลาคุณจัดคอนเสิร์ตคุณจะเห็นแฟนพันธุ์แท้ของเขายังอยู่  เจ-เจตริน, คริสติน่า, ใหม่ เจริญปุระ ใครต่อใครก็ตาม เขาก็จะมีแฟนของเขา ซึ่งปรากฏว่าคนเหล่านี้ทำรายได้มากกว่าเด็กรุ่นใหม่เสียอีก ทรัพย์สมบัติที่เราทำมาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ ปกเทป ปกซีดี เพลง มิวสิกวีดีโอ คอนเสิร์ต ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นกิจกรรมของเรา มันเอากลับมาขายใหม่ได้หมด เอามา cover เป็นสิ่งใหม่ได้ เป็นทรัพย์สมบัติที่มีคุณค่า ช่วยพยุงให้บริษัทนี้อยู่อย่างถาวรได้

ชีวิตผมตอนนี้ผมก็มั่นคงเพราะสมควร แต่ก็สามารถพลิกผันให้ล้มได้ การทำธุรกิจไม่มีธุรกิจไหนที่มั่นคงสุด ธุรกิจทุกธุรกิจมีความเสี่ยงเสมอ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ฝีมือ ดวง ความสามารถ โอกาส มันมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ปัญหาคือคุณจะเก็บออมเงินอย่างไร
ผมบอกกับตัวเองว่า ตอนที่ทำธุรกิจผมก็เสี่ยงเต็มที่ แต่ผมเสี่ยงในอาชีพที่ผมถนัดที่สุด ถ้าหากเราจะ Diversify ผมก็ต้องไปทำในส่วนที่เราถนัด ชำนาญที่สุด และถ้าผมมีเงินเก็บ ผมก็จะแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างน้อยที่สุดเลย 3 กอง

กองแรกฝากธนาคาร เงินเก็บสะสม ไม่เอาดอกเบี้ยสูง แต่เงินอย่าหาย, กองที่ 2 จะให้กองทุนหรือ Private Banking ดูแลโดยที่บอกเค้าไปว่า เราสามารถเสี่ยงได้ขนาดไหน อย่างเช่น เราบอกว่าเราขอเสี่ยงแค่ 10% คุณไปหา การลงทุนที่มีความเสี่ยงตามที่ผมต้องการมา, กองที่ 3 ถึงเป็นการ Diversify กับธุรกิจใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ แต่ต้องทำจากเงินออม มิได้ไปกู้มา

โดยสัดส่วนควรจะไว้กับ กองแรกที่ใช้เป็นเงินเก็บสะสมมากที่สุด เพราะมันเป็นกองที่ดูแลชีวิตเราและครอบครัวทั้งหมด ถ้าเรามีเงินมากพอถึงจะแบ่งเป็น 3 กองได้ ถ้ามีไม่มากพอมีกองเดียวก็เกินพอแล้ว

ผมเป็นคนไม่ค่อยกล้าเสี่ยง เมื่อได้เงินมาแล้วผมกลัวเงินหาย ลูกชายผมบอก “ป๋านี่ ป๊อดมาก” ผมเป็นคนไม่อยากเสี่ยงอะไร จริงๆ ที่คนอื่นบอกว่าเราเสี่ยง แต่เพราะเราเห็นแล้ว วิเคราะห์แล้ว เราถึงเห็นว่ามันไม่เสี่ยง แต่ธรรมชาติธุรกิจมันมีความเสี่ยงเสมอ มันไม่มีทางเลี่ยง เราก็ต้องเสี่ยง เราอาจจะเอาน้อยหน่อย คือไม่ High risk High return แบบเต็มที่ เราก็ต้องพยายาม Maximize ในตัวผลตอบแทน มันขึ้นอยู่ว่าระดับไหนเราพอใจเสี่ยงที่สุด ส่วนผมเป็นคนเลือกเสี่ยงน้อยๆ”

แนวคิดในการจัดการกับความเสี่ยงทางการเงินส่วนตัวด้วยการเลือกลงทุนในรูปแบบที่ปลอดภัยของ ‘อากู๋’ อาจจะเป็นสิ่งที่เราได้ยินกันทั่วไปสำหรับทุกคนที่มีความรอบคอบ แต่การจัดการลดความเสี่ยงในการลงทุนธุรกิจบันเทิง ด้วยการมุ่งมั่นทำงานอย่างซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคและซื่อสัตย์ต่อผู้ร่วมงานในการจัดสรรผลประโยชน์ เป็นแนวคิดในการจัดการความเสี่ยงที่แตกต่างอย่างน่าชื่นชมยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นหนทางในการสร้างองค์กรที่มีคุณภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน ยังเป็นการแสดงออกถึงจิตวิญญาณของนักธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย

เพราะอย่างนี้นี่แหละ อากู๋ของเราจึงรวยเอา…รวยเอา สมดังคำกล่าวที่ว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” นั่นเอง

********************************
Text: วณิศา อดัมส์
Contact for Executive & Investor Interview : editor@dooqo.com
Mobile: 088-8613603

You may also like...