เชื้อโรคหรือวาฬ

money-growswhale

เกิดและดับ รุ่งและร่วง เป็นธรรมดาของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ใครที่ตามโลกไม่ทัน อาจกำลังรู้สึกว่าโลกช่างหมุนเร็วน่ากลัวจนแทบจะสะบัดเรากระเด็นหลุดออกไปนอกวงโคจร สำหรับคนบางคนสามารถมองอนาคตล่วงหน้า ทำให้มีสิทธิ์ยืนยิ้มรอรับโอกาสและความเปลี่ยนแปลงดีๆที่โลกหมุนมาให้ ในขณะที่ใครบางคนอาจกำลังเสียโอกาส เสียการควบคุม และบางคนกำลังตกงาน

ถ้าไม่นับภาวะว่างงานที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติต่างๆ ยุคนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งรอบใหญ่ของการว่างงานของผู้คนทั่วโลก หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมตั้งแต่ยุคที่1, 2 เรื่อยมาจนถึงยุคที่ 3 และกำลังเข้าสู่ยุคที่4 ในปัจจุบัน

คนที่สนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์คงเคยได้ยินนักคิดนักเขียนดังๆแห่งยุคปาฐกถาให้ฟังกันมาบ้างว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละครั้ง มีจุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการลดต้นทุนการผลิตด้วยปัจจัยต่างๆ

  • ในยุคแรก การคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งและเดินทาง
  • พอมายุคสอง มีการลดต้นทุนการผลิตได้จากความสำเร็จในการใช้พลังงานไฟฟ้าและความสำเร็จในการคิดระบบบริหารจัดการใหม่ที่ทำให้ผลิตสินค้าและบริการได้ครั้งละมากๆ
  • ส่วนยุคที่สาม เป็นการลดต้นทุนการผลิตจากการค้นพบเส้นทางใหม่ที่จับต้องไม่ได้สำหรับการเชื่อมโยงสินค้าและบริการในโลกแบบไร้พรมแดน ซึ่งนอกจากจะรวมความสำเร็จจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรกและยุคที่สองเข้าด้วยกันแล้ว ยังบวกกับความสามารถในการผลิตแบบอัตโนมัติ การลดความต้องการใช้พื้นที่เชิงกายภาพ และลดความต้องการแรงงาน ที่เคยเป็นสิ่งจำเป็นในระบบอุตสาหกรรมอีกด้วย เช่น การบรรจุข้อมูลในหนังสือเล่มหนาๆ การถ่ายรูปด้วยฟิล์ม การบันทึกเสียงด้วยเทปหรือซีดี เปลี่ยนมาเป็นไฟล์ดิจิตอล การส่งผ่านข้อมูลความรู้ข้ามโลกสามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วเสี้ยววินาทีโดยแทบไม่ต้องเสียต้นทุนเพิ่มจากการขนส่งใดๆ และด้วยเหตุที่ความรู้ทุกสาขาที่แพร่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สิ่งที่เคยผลิตได้เฉพาะที่ใดที่หนึ่ง สามารถผลิตซ้ำในราคาประหยัดได้แทบทั่วโลก โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงงานและต้นทุนในการขนส่งอย่างในอดีตอีกต่อไปการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคที่สาม ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการของผู้บริโภค สามารถส่งผ่านไปถึงผู้ผลิตและผู้ค้าโดยไม่จำเป็นต้องผ่านระบบคนกลางมากมายเหมือนยุคก่อน และยังไม่มีพรมแดนที่เป็นรูปธรรมปิดกั้นการเชื่อมโยงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อตุ๊กตาสักตัว การสั่งซื้ออาวุธสงคราม หรือการสั่งจ้างแรงงานอย่างกดขี่จากประเทศที่เราไม่รู้จักเพื่อผลิตสินค้าและบริการในราคาถูก แม้กระทั่งบริการทางเพศ (อันเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งของกระบวนการค้ามนุษย์) ก็มีกระบวนการความยากง่ายที่ไม่แตกต่างกันมาก

การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สามนั้นมาไวไปไวอย่างน่าหวาดหวั่น ในขณะที่ผู้คนจำนวนมหาศาลบนโลกยังไม่ทันปรับตัวให้เข้ายุคสามที่เรียกว่าโลกาภิวัฒน์นี้ได้อย่างเข้าที่เข้าทาง ประเดี๋ยวเดียวโลกก็จะกระโจนเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่สี่เสียแล้ว

  • หากจะเปรียบยุคที่สามเป็นยุคของการสร้างโลกใหม่หรือ ‘โลกเสมือน’ ขึ้นในอากาศด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคใหม่หรือยุคที่สี่นี้ ก็น่าจะเปรียบได้กับช่วงเวลาเกิดขึ้นของ ‘ประเทศใหม่ๆที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ’ ผู้คนค่อยๆเคลื่อนย้ายตัวเองจากประเทศทางกายภาพไปสู่ประเทศในอากาศ คบหาและเชื่อมโยงกันด้วยระบบความสัมพันธ์ของสังคมในอากาศ ซึ่งประเทศในอากาศเหล่านั้นก็คือโซเชียลมีเดียค่ายต่างๆ ที่แต่ละค่ายก็มีภาษา กฎหมาย ค่าเงิน และวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังมีระบบทางการทูตที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละค่ายเข้าด้วยกันอย่างมีแบบแผน โดยค่อยๆแยกตัวออกมาสถาปนาอำนาจของตนอย่างเงียบเชียบและเป็นอิสระจากประเทศทางกายภาพอย่างเด็ดขาดนั่นเอง

สิ่งที่เหมือนกันตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมจากยุคแรกมาถึงยุคที่สี่ ก็คือความต้องการแรงงานคนในกระบวนการผลิตจะค่อยๆลดลงจนแทบเป็นศูนย์ อาชีพมากมายจะหายไป ด้วยกระบวนการผลิตสินค้าที่ไม่ต้องมีคนในระบบหรือในโรงงาน ร้านสะดวกซื้อที่ไม่ต้องมีพื้นที่ร้านแต่มีของขายทุกอย่างตั้งแต่บ้าน รถยนต์ ยารักษาโรค เสื้อผ้า และอาหารที่ไม่ต้องมีคนปรุงและคนเสิร์ฟ ยานพาหนะที่ไม่ต้องการคนขับ สถาบันการเงินที่ไม่ต้องมีพนักงาน ห้างสรรพสินค้าที่ไม่ต้องมีหน้าร้านหรือพนักงานขาย โรงหนังที่ไม่ต้องมีคนฉายหนังหรือคนเดินตั๋ว โรงเรียนที่ไม่ต้องมีครูตัวเป็นๆ ภาพยนตร์ที่อาจไม่จำเป็นต้องมีคนจริงๆเป็นนักแสดง แม้กระทั่งเซ็กส์ที่สนุกได้โดยไม่ต้องมีคู่ขาอยู่ในระยะเอื้อมถึง และการทำบุญโดยไม่ต้องไปวัด

โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเครื่องทุ่นแรงและทุ่นเวลา ย่อมไม่ต้องการประชากรมากมายอย่างในอดีต อัตราการเกิดของคนในดินแดนที่เจริญแล้วค่อยๆลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเหตุผลจากอัตราการแต่งงานข้ามเพศที่ลดน้อยลง จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงสวนทางกับตัวเลขประชากรสูงอายุในประเทศต่างๆทวีเพิ่มขึ้น

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกๆยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม แรงงานส่วนเกินจะถูกกำจัดออกไปจากกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน แต่คำถามคือ โลกจะจัดการอย่างไรกับผู้คนจำนวนมหาศาลที่ตกอยู่ในสถานะไร้ประโยชน์หรือไม่เป็นที่ต้องการเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพวกเขาถูกเขี่ยออกมาจากระบบก่อนถึงวัยเกษียณและกลายเป็นคนว่างงาน และมันจะแย่สักแค่ไหนถ้าสมาชิกในกลุ่มคนที่น่าสงสารเหล่านี้อาจมีคุณ เพื่อนคุณ หรือคนที่คุณรักรวมอยู่ด้วย !!!!

ประเทศทางกายภาพที่เจริญแล้วมีวิธีจัดการกับปัญหาเหล่านี้ด้วยวิธีการต่างๆนานา บางประเทศใช้วิธีเคลื่อนย้ายประชากรส่วนเกินออกนอกประเทศตัวเองอย่างละมุนละม่อมด้วยเงินก้นถุงเพียงเล็กน้อย เพื่อส่งให้ไปเกาะกินสวัสดิการของประเทศอื่นที่ไม่รู้เท่าทัน และมีอัตราค่าครองชีพถูกกว่าประเทศตัวเอง เช่นการย้ายมาเพื่อใช้ชีวิตยามแก่เฒ่าและตายในเมืองไทยของคนญี่ปุ่นและคนยุโรปหลายๆประเทศ โดยลงทุนแค่มีเมียเป็นคนไทยทุกอย่างก็สะดวกโยธิน ส่วนบางประเทศที่มีสันดานก้าวร้าวกว่านั้นเลือกใช้วิธีดั้งเดิม คือการออกไปล่าอาณานิคมเพื่อปล้นสะดมเอาทรัพยากรของประเทศอื่นมาบำรุงระบบรัฐสวัสดิการที่ฟุ่มเฟือยและเน่าเฟะในประเทศตัวเอง อันเป็นหนึ่งสาเหตุใหญ่ซึ่งทำให้โลกต้องเผชิญปัญหาผู้ลี้ภัยรุนแรงที่สุดในตอนนี้

ขณะที่เรากำลังตื่นเช้าแต่งตัวไปทำงาน เพื่อผ่อนบ้าน ผ่อนรถ กินอาหารดีๆ และหาโอกาสไปท่องเที่ยวบ้าง เราอาจไม่ได้สนใจว่า มันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่โลกของเรากำลังหมุนมาถึงอีกหนึ่งรอบใหญ่ซึ่งมีการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากรมากที่สุดหลังจากยุคล่าอาณานิคม

ในที่นี้เราจะละไว้ไม่กล่าวถึงความจริงที่ว่า การล่าอาณานิคมโดยใช้มายาคติของ ความเจริญ ความดีงาม และความถูกต้อง มาสร้างความชอบธรรมในการยึดครองประเทศที่อ่อนแอกว่าของเหล่าประเทศมหาอำนาจยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุดในโลกทางกายภาพ การล่าอาณานิคมด้วยการล่องเรือไปยึดครองดินแดนและทรัพยากรของคนอื่นเอาดื้อๆในสมัยโบราณถูกแปลงโฉมใหม่ให้ดูดี มาเป็นการสวมชุดพี่ใหญ่ใจดีผู้เสียสละ ยื่นมือเข้าไปช่วยจัดการผลประโยชน์ให้เกิดความชอบธรรมในประเทศที่มีปัญหาการก่อการร้ายและสงครามภายใน ประเทศไหนไม่มีสงคราม ก็สร้างสถานการณ์กระตุ้นให้เกิดขึ้น กลไกทั้งหมดทั้งมวลนี้คือวิธีการพื้นๆของการยื่นมือไปฉกฉวยอาหารจากจานคนอื่นหรือประเทศอื่น เพื่อมาป้อนใส่ปากคนอ้วนที่เกียจคร้านและไร้ประโยชน์ในประเทศตัวเอง

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคที่สี่ เป็นแรงเหวี่ยงสำคัญรอบใหญ่ที่ไม่เพียงเปิดโอกาสให้การล่าอาณานิคมทางกายภาพสะดวกง่ายดายขึ้น แต่ยังทำให้การล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจในอากาศหรือในโลกออนไลน์สะดวกง่ายดายขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการรุกรานประเทศที่ทั้งรัฐบาลและประชาชนส่วนใหญ่ยังโง่และมึนงง ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะหันซ้ายหันขวาหรือนั่งยองๆไหว้ลมไหว้แดดดี ส่วนคนที่ไม่ได้โง่และไม่งง ก็มีสองประเภทคือ พวกที่รู้เท่าทันรู้จักเอาตัวรอด กับพวกที่พยายามตะโกนเตือนภัยแต่ไม่มีใครฟัง ซึ่งต่างก็เป็นคนส่วนน้อย

การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรกๆ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของชนชั้นในสังคม คือ เกิดชนชั้นใหม่ 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมกรโดยชนชั้นสูงและชนชั้นกลางเดิมๆขยับตัวเองมาเป็นนายทุน และนายจ้าง ส่วนชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา และผู้คนในสังคมเกษตรกรรมแบบเดิม ทิ้งวิถีเกษตรกรรมแบบเดิมของตน ทิ้งถิ่นฐานทำกินในชนบท เดินทางเข้าสู่เมืองใหญ่ หันมาเป็นลูกจ้างขายแรงงาน รูปแบบความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นครั้งแรกๆในยุโรปและแผ่ขยายไปทั่วโลก ผู้คนระดับล่างที่เคยอยู่ได้ด้วยตัวเอง ด้วยความรู้ความสามารถทางการผลิตแบบครบวงจรในสังคมเกษตรกรรมของแต่ละท้องถิ่น กลายมาเป็นเพียงเฟืองตัวเล็กๆในระบบการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับระบบการศึกษาที่เน้นการสร้างคนเพื่อมาเป็นแรงงานหน่วยต่างๆในสังคมอุตสาหกรรม ความรู้ถูกแยกขาดจากกันเป็นสาขาต่างๆชัดเจน ตามแผนอัตรากำลังที่ต้องการในสายการผลิต ส่วนความรู้ที่ส่งผ่านกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ตกกระป๋องไปเพราะไม่มีดีกรีรองรับ เพราะเอาปริญญาชีวิตไปใช้กับการสมัครงานไม่ได้

ทันทีที่คนส่วนมากตัดสินใจเลือกเรียนในระบบสาขาใดก็เหมือนกับการเตรียมตัวเองเพื่อเป็นแรงงานสาขานั้น ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า มีสัดส่วนของสาขาวิชาเรียนน้อยมากที่เปิดเพื่อสอนคนให้ออกมาเป็นนายทุน เป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นเกษตรกรเจ้าของไร่นา ส่วนใหญ่จะสอนให้ออกมาเป็นพนักงาน เป็นลูกจ้าง และการทิ้งถิ่นฐานมุ่งหน้าเข้าเมืองของคนระดับล่างก็ทำให้เกิดความแออัด ขาดแคลนที่อยู่อาศัย คุณภาพชีวิตตกต่ำ คนรวยก็รวยจัด คนจนก็จนแทบตาย พอแย่หนักๆเข้าจึงกดดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการปกครองในหลายประเทศไปสู่ระบอบสังคมนิยมที่เชื่อว่า จะช่วยให้การจัดสรรผลประโยชน์มีความเท่าเทียมและเป็นธรรมมากกว่

แต่ทำไปทำมา ความรู้และความจริงที่แพร่กระจายไปได้มากมายจากการเปลี่ยนของโลกเข้าสู่ยุคข่าวสารข้อมูล หรือยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคที่สามก็กลับทำให้การปกครองระบอบสังคมนิยมในหลายประเทศถึงกาลล่มสลาย ผู้คนที่เคยนึกว่าการถูกกดขี่อย่างเท่าเทียมโดยรัฐบาลคอมมูนิสต์น่าจะดีกว่าการกดขี่ของนายทุน เริ่มตระหนักว่า การกดขี่แบบไหนๆก็ไม่ดีทั้งนั้น อิสรเสรีภาพต่างหากที่น่าจะเป็นสิ่งดีงาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่ก็ทำให้ผู้คนทั่วโลกดิ้นรนหาเสรีภาพกันเป็นการใหญ่ โดยพยายามปลดปล่อยตัวเองจากระบบนั้นระบบนี้กันอย่างครึกครื้น

รอยต่อเนียนๆระหว่างการปฏิวัติอุตสากรรมยุคที่สามกับยุคที่สี่ ทำให้คนนึกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศหรือที่เรียกกันคล่องปากว่า IT คือเครื่องมือเพื่อประกาศอิสรภาพจากระบบต่างๆที่ดูไม่เข้าท่าในโลกแบบเก่า แต่พอเอาเข้าจริงๆก็กลับกลายเป็นพันธนาการแบบใหม่ที่ครอบครองควบคุมชีวิตผู้คนแบบถึงเลือดถึงเนื้อและจิตวิญญาณยิ่งกว่ายุคใดๆทั้งหมด

ช่องทางการสื่อสารที่เราคิดว่าทำให้เราสามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ได้อย่างง่ายๆ กลายเป็นช่องทางที่ทำให้คนอื่น โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ สามารถเข้าถึงและล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเรา และควบคุมเราได้ง่ายยิ่งกว่าเก่า การเปลี่ยนแปลงแต่ละยุคทำให้อำนาจในการควบคุมสังคมเปลี่ยนมือจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ความจริงที่น่าขบขันและขมขื่นคือถึงจะเปลี่ยนไปแค่ไหน อำนาจไม่เคยเป็นของประชาชน

มีหลายคนในยุคนี้คิดว่าการเลิกเป็นลูกจ้าง เลิกเป็นมนุษย์เงินเดือน กลับบ้านนอกไปปลูกผักเลี้ยงปลากินเองจะทำให้เป็นอิสระจากระบบทาสที่เคยครอบงำชีวิต แต่หารู้ไม่ว่า การคลิกเข้าไปสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์ออนไลน์ หรือการเปิดหน้าร้านขายผลผลิตหรือโปรโมทสินค้าบริการของตนผ่านโซเชียลมีเดีย ก็เป็นเพียงการยอมรับวิถีทาสในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งคนที่ ‘รู้อยู่’ ก็จะอยูรอดในวิถีใหม่ คนที่ไม่รู้ ก็ลำบากกันต่อไป และอาจจะลำบากยิ่งกว่ายุคใดๆที่ผ่านมาทั้งหมด เพราะเป็นยุคที่คนชั้นแรงงานจำนวนมากจะถูกคัดออกจากระบบ โดยไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปทางไหน และหันหลังไปก็ไม่มีหนทางดีๆให้ย้อนกลับ

คำถามคือ คุณจะอยู่รอดได้อย่างไรในโลกที่หมุนแรงจนอาจจะเหวี่ยงคุณให้หลุดกระเด็นจากวงโคจรและถูกกลืนหายไปกับหลุมดำในอวกาศจนดับดิ้นเช่นนี้ บางคนอาจจะเลือกอยู่เฉยๆ เคยทำอะไรมายังไงก็ทำไปอย่างนั้น บางคนเลือกที่จะปรับตัวด้วยการทำตัวให้เล็กที่สุด เพื่อจะเกาะติดอยู่ภายในซอกหลืบของกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างกลมกลืนและไร้ตัวตน จนแรงเหวี่ยงใดๆก็ทำอะไรคุณไม่ได้ เหมือนจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคบางชนิดที่มีวิวัฒนาการภายตัวเองจนอยู่คู่โลกมาได้นับล้านปี หรือคุณจะเลือกยืนหยัดอย่างบิ๊กเบิ้มแบบวาฬ ที่ตัดสินใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมอยู่ในทะเล นับถอยหลังถึงวันน้ำท่วมโลก เพื่อที่รอคอยการกลับมาเป็นเจ้าสมุทรอีกครั้ง ถ้าโชคดีไม่สูญพันธุ์ไปเสียก่อน

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับกรกฎาคม 2559

You may also like...