เจ็บเพื่อเข้าใจ…ยอมลบให้ได้บวก

money-growszero-interest

NO PAIN NO GAIN

คนที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจ-การเงินในรอบหลายปีมานี้ คงจะคุ้นหูกันดีกับการที่ดอกเบี้ยเงินฝากมีค่าลดลงเรื่อยๆ จนบางจังหวะก็ถึงระดับติดลบ อย่างที่เราน่าจะได้รับรู้กันมาเมื่อตอนช่วงต้นปี 2559 นี้ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BANK OF JAPAN หรือ BOJ) ประกาศใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า Negative interest rate โดยให้มีการคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ BOJ ในอัตรา 0.1%  หรือก็คืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากเท่ากับ -0.1% 

คนไทยรุ่นโบราณที่หวังจะฝากเงินกินดอก ถ้าต้องหันมาจ่ายสตางค์ค่าฝากเงินให้แบงก์คงจะเครียด แต่ขอบอกว่าการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบไม่ใช่ของใหม่ เขาทำกันมาเยอะแล้ว ทั้งสหภาพยุโรป เบลเยียม สวิสเซอร์แลนด์ และสวีเดน วัตถุประสงค์ของนโยบายนี้ก็คือ ภาครัฐต้องการให้ประชาชนเอาเงินออมออกมาใช้จ่าย จะได้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้สินค้าขายได้ หากสินค้าผลิตมาเยอะๆขายไม่ได้ แม้ผู้ขายจะยอมทำโปรโมชั่นลดราคาแบบลดสุดขีด คนก็ยังไม่ยอมซื้อ ก็จะกลายเป็นภาวะเงินฝืด (Deflation) ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศหดตัวและถดถอย

นอกจากจะต้องการให้ผู้บริโภคถอนเงินมาใช้จ่ายแล้ว การลดดอกเบี้ยก็จะกระตุ้นให้นักธุรกิจเอาเงินมาลงทุนให้เกิดการจ้างงาน เพราะถ้าเงินฝืดกดดันให้ของขายไม่ได้ หรือขายได้ในราคาต่ำมาก คนทำธุรกิจขาดทุนก็ต้องลดการผลิตลง ที่ตามมาคือลดต้นทุนด้วยการเลิกจ้าง เมื่อคนถูกเลิกจ้าง ก็ยิ่งไม่มีรายได้มาจับจ่าย  ธุรกิจก็จะยิ่งทยอยเจ๊งมากขึ้น รัฐก็จะยิ่งจัดเก็บภาษีได้น้อยลง แต่รัฐจะมีภาระให้รับผิดชอบมากขึ้น ก็คือการเลี้ยงดูคนตกงาน ซึ่งเป็น ‘รายจ่าย’ ไม่ใช่ ‘การลงทุน’ รัฐก็จะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายมากขึ้น

การที่รัฐไปกู้เงินมาเพิ่ม สวนทางกับความสามารถในการชำระหนี้ที่มีแนวโน้มจะต่ำลง เพราะเศรษฐกิจหดตัวลง ก็จะทำให้ประเทศมีหนี้สินรุงรัง ความน่าเชื่อถือในสายตานานาชาติก็ตกต่ำลง สิ่งที่ตามมาก็คือราคาพันธบัตรของประเทศก็จะยิ่งด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ  ซึ่งเราก็คงรู้กันอยู่แล้วว่า พันธบัตรรัฐบาลก็คือสัญญาเงินกู้ของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไหนดูท่าจะแย่ เศรษฐกิจของประเทศไหนดูไม่มีอนาคต ส่อให้เห็นว่า รัฐบาลของประเทศนั้นไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้หนี้ สัญญาเงินกู้ที่ทำไว้ก็จะไม่น่าเชื่อถือ พันธบัตรถูกลดเครดิตจนไม่มีราคา เมื่อเจ้าหนี้หรือเจ้าของเงินกู้ไม่ไว้ใจให้รัฐบาลกู้ รัฐบาลก็ไม่มีเงินใช้แก้ปัญหาประเทศ ไม่มีปัญญาใช้หนี้ ความพินาศที่อาจร้ายแรงถึงขั้นล้มละลายก็จะเกิดขึ้น เหมือนอย่างที่เกิดกับประเทศกรีซ

โดยทั่วไปแล้ว เวลารัฐบาลกู้เงินมาแก้ปัญหาประเทศนั้น ถ้าเป็นการแก้ปัญหาแบบกินยาแก้ปวด หรือปิดพลาสเตอร์เหนือยอดฝีที่ข้างใต้ฝีเป็นมะเร็งร้าย เช่น การเอาเงินมาแจกจ่ายประชาชนแบบบ้าๆบอๆ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในระยะสั้น หรือการแจกวันหยุดแบบไร้สติเพื่อกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยว แต่ทำเอาธุรกิจอื่นเจ๊งหมด พอคนกลับมาจากเที่ยวก็ได้รับแจกซองขาวเป็นของขวัญ อย่างที่เราคุ้นๆกันอยู่ในบางประเทศ ผลที่ตามมาก็คือ ความพินาศที่หยั่งรากฝังลึกขึ้น เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจที่เป็นต้นตอไม่ได้ถูกแก้

รัฐบาลของประเทศที่อยากจะแก้ปัญหาแบบยั่งยืนในระยะยาว ก็มักจะมุ่งไปที่การลงทุนในภาครัฐ ซึ่งจะได้ประโยชน์สองทาง เสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือการลงทุนสร้างสาธารณปูโภคที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เช่น ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ทำให้ประเทศเจริญขึ้น น่าอยู่ น่าลงทุน ต่างชาติสนใจขนเงินเข้ามาลงทุนมากขึ้น อีกทั้งยังได้สร้างงานให้กับประชาชนในประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่าย แต่ยังมีความหวัง มีกำลังใจ รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง และเมื่อประชาชนมั่นใจในสถานะทางเศรษฐกิจของตน กล้าจับจ่าย ธุรกิจในประเทศก็มีเม็ดเงินเข้ามาทำให้เกิดสภาพคล่อง สินค้าบริการมีกำลังซื้อหนุนเข้ามาทำให้สามารถตั้งราคาได้สูงขึ้น เงินจะเริ่มเฟ้อขึ้นมาในระดับที่เหมาะสม ภาคเอกชนค้าขายมีกำไรมากขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น รัฐก็จะสามารถจัดเก็บภาษีได้เยอะขึ้น เมื่อรัฐเก็บภาษีได้เยอะขึ้น ก็มีเงินไปใช้หนี้ที่กู้ยืมมาได้ตามกำหนด กลายเป็นลูกหนี้ชั้นดี มีเครดิตสูงกว่าลูกหนี้เกเรที่ชอบเบี้ยวแล้วเบี้ยวอีก ราคาพันธบัตรรัฐบาลของประเทศนั้นๆก็จะมีมูลค่าสูงขึ้น และเมื่อมีความต้องการใช้เงินเพื่อจับจ่ายและลงทุนในประเทศมากขึ้น ราคาของเงิน หรือดอกเบี้ยของประเทศนั้น ก็จะค่อยๆปรับสูงขึ้นไปเองตามกลไกตลาดจริงๆ อัตราเงินเฟ้อขยับสูงขึ้น ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตามสูตรในอุดมคติ ใครทำได้ก็รอด ใครทำไม่ได้ก็ร่วง

เงินเฟ้อในระดับที่เหมาะสมเป็นสัญญาณดีของเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์อุปทานที่แท้จริง ไม่ใช่เงินเฟ้อแบบลวงๆ อย่างที่ประเทศไทยเราเจอก่อนยุคฟองสบู่แตก ที่ราคาดอกเบี้ยในประเทศสูงเว่อร์แบบลวงๆ ในตลาดเต็มไปด้วยความต้องการซื้อ (Demand) แบบลวงๆ ราคาสินทรัพย์ในประเทศก็สูงขึ้นแบบผิดปกติ นักธุรกิจไทยไปกู้เงินจากต่างชาติมาลงทุนกันสนุกสนาน เพราะต้นทุนดอกเบี้ยถูกกว่าเงินไทย พอถึงวันที่ค่าเงินบาทลอยตัว ความจริงเปิดเผยว่าเงินเราไม่มีค่า หนี้เงินกู้สกุลต่างชาติก้อนเล็กกลายเป็นหนี้ก่อนยักษ์บวกดอกเบี้ย ตึกสูงที่ขายไม่ออกในยุคฟองสบู่ จึงกลายเป็นแท่นกระโดดบันจี้จัมพ์แบบไม่มีสายรัดข้อเท้าสำหรับคนสิ้นหวังมองไม่เห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ปัญหา

เพราะเรื่องปัญหาเงินๆทองๆนี้ พอเริ่มเกิดขึ้นกับใครแล้ว ก็มักจะเป็นความซวยซ้ำซวยซ้อนเสมอ จากปัญหาหนึ่งลามไปปัญหาหนึ่ง ล้มตามกันเป็นโดมิโน ไม่ว่าในระดับเล็กๆรายบุคคลเรื่อยไปจนถึงระดับชาติ โดยเฉพาะปัญหาหนี้สิน เหมือนโรคร้ายที่รักษาไม่หาย

ในระดับบุคคล อาจมีคำแนะนำง่ายๆว่า เราควรเลือกแก้ปัญหาหนี้ด้วยการลดรายจ่าย ให้เหลือเงินมากที่สุดแล้วเอาไปใช้หนี้โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยเบ่งบาน แต่ในการทำธุรกิจ ที่การสร้างหนี้อาจเกิดขึ้นเพื่อการลงทุน ดอกเบี้ยของเงินที่กู้มาเป็นต้นทุนของการทำธุรกิจ ทำให้ธุรกิจมีทั้ง ‘ความเข้มแข็ง’ และ ‘โอกาส’ ที่ขยายและเติบโตได้ ถ้าธุรกิจไม่มีปัญหาอะไร เมื่อการลงทุนถึงจุดที่มีกำไรแล้ว หนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเมื่อใดการสร้างหนี้เป็นไปเพื่อการใช้จ่าย ซึ่งไม่มีผลตอบแทนกลับมา หนี้ที่ก่อก็จะเป็นทั้ง ‘จุดอ่อน’ และ ‘ความเสี่ยง’ ของธุรกิจที่ค่อยๆขยายขนาดลุกลามจนควบคุมไม่ได้

สำหรับญี่ปุ่น หากมองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ที่แพ้สงครามจนประเทศย่อยยับ ก็ได้ใช้บทเรียนและต้นทุนจากความบาดเจ็บระดับติดลบในครั้งนั้น เป็นยาแรงที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพลิกฟื้นประเทศ พัฒนาคุณภาพคน สร้างชาติ สร้างงาน สร้างความเจริญสู่ยุคใหม่จนกลับมากลายเป็นหนึ่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก การล้มซวนเซไปแตะระดับที่ต้องงัดนโยบายดอกเบี้ยติดลบมาใช้ในรอบนี้ จึงอาจเป็นได้ทั้งการกระตุ้นให้ดิ้นสู้เต็มแรงเพื่อกลับมาผงาดอีกครั้ง หรืออาจเป็นสัญญาณของการก้าวถอยหลังสู่ขาลงรอบใหญ่อีกครั้ง เมื่อผ่านจุดสูงสุด ตามสัจธรรมของโลก ที่เมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลง มีเจริญก็มีเสื่อม เป็นธรรมดา

ส่วนคนไทยเรานั้น ก็คงต้องรอคอยกันไป จนกว่าจะเจอก้นเหวกระทบให้เกิดแรงดีดส่งประเทศเด้งเป็นขาขึ้นเสียที แม้จะติดลบแค่ไหน ก็ต้องคิดบวกไว้ว่า เรากำลังสะสมความบาดเจ็บให้มากพอที่จะกลายเป็นพลังให้เราเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า  ขอแค่เราอย่าเพิ่งตายก่อนเท่านั้นแหละจ้ะ … หมั่นหายใจกันไว้นะ อย่าหยุดเชียว 555+

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับมิถุนายน 2559

You may also like...