สู่โลกที่ไม่มีการใช้เงินสด

money-growscashfree

Virtual wallet & Virtual World

บ่อยครั้งที่ความทุกข์เรื่องเงินๆทองๆมักเป็นเรื่องของคนจน แต่รู้ไหมว่า ความทุกข์ของการเป็นคนรวยหรือการมีเงินเยอะๆก็มีไม่น้อยเหมือนกัน คนที่ไม่ค่อยมีเงินหรืออยากจะเรียกตัวเองว่าคนจน ที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ทนทุกข์เศร้าชี้ช้ำตลอดกาล บัดนี้คงถึงคราวสนุกกับการสมน้ำหน้าความทุกข์ของคนรวยดูบ้างแล้ว

ความทุกข์ของคนจนคือเงินไม่พอใช้ ในขณะที่ความทุกข์ของคนรวยคือกลัวจะมีเงินน้อยลง คนรวยมักกลัวการเสียภาษี เพราะนอกจากรู้สึกว่าจะต้องโดนเบียดบังเอาผลประโยชน์จากน้ำพักน้ำแรงอันเหนื่อยยากของตนซึ่งเป็นคนส่วนน้อยไปกระจายให้คนส่วนมาก แล้วยังต้องเซ็งที่จะต้องยอมรับความจริงว่า เงินที่ตัวเองหาแทบตายจะโดนโยกไปเข้ากระเป๋านักการเมืองและข้าราชการที่โกงกินอีกนับไม่ถ้วน คนที่รวยมากรวยจริงจึงพยายามอย่างที่สุดในการปกปิดไม่ให้ใครรู้ชัดว่า ตนเองมีทรัพย์สินหรือรายได้มากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งคนรู้ว่ามีมาก โอกาสที่จะเสียทรัพย์ไปด้วยเหตุปัจจัยต่างๆก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ถ้าลองดูดีๆก็จะพบว่าพวกที่สนุกกับการอวดรวยนั้น โดยมากจะเป็นคนแค่สองประเภท ประเภทแรกคือ รวยไม่จริง กับประเภทที่สองคือ ไม่ได้รวยเอง คนสองประเภทนี้มักไม่กลัวผลเสียที่จะตามมาจากการอวดรวยเพราะ ถ้าไม่รวยจริง ก็ไม่มีอะไรจะเสีย และถ้าไม่ได้รวยเพราะหาเอง หากต้องเสียทรัพย์เพราะอวดรวย ก็ไม่ค่อยเสียดายมาก เพราะไม่ใช่เงินของตัวเอง

ภาระสำคัญของคนรวยที่คนจนไม่ค่อยจะรู้ ทั้งพวกที่รวยอย่างถูกต้องตามกฎหมายและพวกที่รวยแบบมีเงื่อนงำ ก็คือการซ่อนอำพรางทรัพย์สิน ปกปิดบิดเบือนข้อมูลความรวยของตนให้ดูน้อยกว่าความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรูปสินทรัพย์จากเงินสดในบัญชีธนาคารที่ระบุมูลค่าชัดเจน มีภาษีดอกเบี้ยเงินฝากตายตัว ไปสู่การลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ การซื้อที่ดินในรูปแบบต่างๆที่จะได้รับประโยชน์ทางภาษี การลงทุนในธุรกิจ การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือวัตถุมีค่า เช่น เพชรพลอย รถหรู เรือยอทช์ รวมไปถึงงานศิลปะ ผ่านเกรย์มาร์เก็ตที่ไม่มีระบบการประเมินตีราคามูลค่าสินทรัพย์ในรูปแบบที่ตายตัว การฝากเงินในธนาคารต่างประเทศด้วยการเปิดบัญชีพิเศษที่ยากแก่การตรวจสอบ การโอนชื่อผู้ถือครองสินทรัพย์ไปให้ตัวแทน รวมไปถึงการทำบัญชีรายจ่ายที่มูลค่าสูงเพื่อเอามาหักลบกับรายได้ เพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุด ฯลฯ ซึ่งถ้าเป็นสินทรัพย์หรือเงินทองที่ไม่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กระบวนการเหล่านี้ก็เรียกว่า การฟอกเงิน

ถ้าคุณชอบดูหนังแนวสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ ก็คงจะคุ้นชินกับการที่เหล่าวายร้ายจะหิ้วกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยเงินสดเป็นธนบัตรสกุลสำคัญๆสำหรับการเจรจาธุรกิจนอกกฎหมายหรือการเรียกค่าไถ่ แทนการทำธุรกรรมผ่านระบบต่างๆของธนาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นๆรู้ที่มาที่ไปของเงินเหล่านั้น

มาถึงยุคนี้ ภาพของการเป็นเศรษฐีมีเงินสดเป็นฟ่อนๆกำลังกลายเป็นอดีต เพราะไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุคสมัยของการใช้เงินตราในรูปแบบธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ของทุกประเทศกำลังใกล้จะถึงจุดสิ้นสุด

การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ของชนชั้นกลางที่มีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการด้านการสื่อสารครบครันทุกวันนี้ คุณสามารถออกจากบ้านไปทำงาน ใช้ชีวิต กิน ดื่ม เที่ยว ช้อปปิ้ง โดยที่มือของคุณแทบไม่ต้องสัมผัสกับเงินสดเลยก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน ค่ารถไฟฟ้า ค่าอาหาร หรือค่าบริการต่างๆ จากร้านค้ายุคใหม่ที่รับบัตรเครดิต และร้านสะดวกซื้อที่อนุญาตให้คุณจับจ่ายด้วยบัตรเดบิต หรือคะแนนสะสมต่างๆในบัตรซื้อสินค้า หรือด้วยเครดิตออนไลน์ในสมาร์ทโฟน เว้นเสียแต่คุณจะซื้อลูกชิ้นปิ้งจากรถเข็นริมทาง จ่ายค่ามอเตอร์ไซค์เข้าซอย หรือโยนเศษสตางค์ให้ขอทานตรงสะพานลอย แม้แต่การดื่มกาแฟสักแก้วในยุคนี้ คุณอาจจะใช้แค่การเปิดรหัสหรือแสกนคิวอาร์โค้ดกับพนักงานแทนการจ่ายเงินสด

เมื่อถึงวันสิ้นเดือน เงินเดือนออก ตัวเลขค่าจ้างของคุณถูกโอนเข้ามาในบัญชี คุณรู้ว่าตัวเองมีเงินเข้ามาเท่าไหร่ด้วยระบบอัตโนมัติที่แจ้งผ่านโทรศัพท์ และเงินของคุณก็จะถูกตัดเป็น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าบัตรเครดิต ฯลฯ ตามกำหนดเวลาชำระ โดยที่มือคุณอาจไม่ได้สัมผัสเงินสดเลย นั่นยังไม่รวมถึงการซื้อของออนไลน์ การจองตั๋วเครื่องบินออนไลน์ การจ่ายค่าที่พัก หรือจองร้านอาหารออนไลน์ แม้แต่การจ่ายค่าเทอมของนักเรียนนักศึกษาในยุคนี้ พ่อแม่ก็ไม่ต้องให้ลูกกำเงินสดไปจ่ายที่ห้องธุรการเหมือนสมัยก่อนแล้ว ธุรกรรมต่างๆดำเนินไปในระบบออนไลน์ได้ทั้งหมด

ในยุคหินของโลกออนไลน์ซึ่งกำลังผ่านเราไปนั้น กฎกติกาและการตรวจสอบธุรกรรมออนไลน์หลายอย่างยังไม่เกิดอย่างเป็นรูปธรรม ก็มีคนหลายคนแอบใช้ช่องโหว่ตรงนี้ในการหาประโยชน์ เช่น การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์หรือการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแบบส่วนตัวระหว่างประเทศ ที่ยังตอบไม่ได้ว่า จะต้องเสียภาษีให้ประเทศไหน เพราะไม่ได้ผ่านระบบศุลกากร ซึ่งอาจหมายถึงการค้าที่ผิดกฎหมาย ก็ผ่านช่องโหว่นี้ไปได้ อีกทั้งยังไม่ต้องเสียภาษี การโยกย้ายถ่ายเทเงินของผู้คนในธุรกิจสีเทาๆเปลี่ยนจากการหิ้วกระเป๋าเจมส์บอนด์ใบใหญ่ใส่เงินเป็นฟ่อนมาสู่การโอนออนไลน์ โยกจากบัญชีหนึ่งไปบัญชีหนึ่ง โดยอาศัยการสมรู้ร่วมคิดจากสถาบันการเงินที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งช่วยกันทำไม่รู้ไม่ชี้เมื่อมีเงินก้อนโตเดินทางเข้าออกในบัญชีลูกค้ารายใหญ่

และเมื่อยุคหินของโลกออนไลน์สิ้นสุดลง มาสู่โลกออนไลน์ยุคพัฒนาที่มีระบบระเบียบ มีกฎกติกา และมีวัฒนธรรมที่ชัดเจน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศตื่นตัวกับการจัดการโลกใหม่และระบบการเงินออนไลน์อย่างจริงจัง ยุคสมัยของการใช้เงินกระดาษและเงินเหรียญจะสิ้นสุดลง ทุกการใช้จ่ายจะถูกผลักดันไปสู่ระบบออนไลน์ มีบัญชี มีการบันทึกธุรกรรมที่ตรวจสอบและติดตามได้ เพราะฐานข้อมูลบุคคล ธุรกิจ และธุรกรรมทุกประเภทในประเทศและในโลก กำลังถูกเชื่อมโยงกันด้วยโครงสร้างที่มีหลายระบบถักทอเชื่อมโยงซับซ้อนกันหลายมิติ  ยกตัวอย่าง เช่น คุณเป็นพนักงานบริษัทมีเงินเดือน เมื่อเงินของคุณถูกโอนเข้าบัญชี สรรพากรก็จะรู้ทันทีว่าคุณมีรายรับเท่าไหร่ ทุกรายการเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคุณ นับตั้งแต่รายรับ รายจ่ายผ่านบัตรเครดิตและการตัดบัญชีของคุณจะเป็นข้อมูลที่เชื่อมต่อไปยังทุกหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กรมสรรพากร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ พอถึงช่วงเสียภาษี คุณไม่ต้องมานั่งกรอกข้อมูลสมมุติเพื่อหลบภาษีอะไรอีกแล้ว เพราะภาครัฐจะรู้ความเคลื่อนไหวและสถานภาพทางเศรษฐกิจของคุณอย่างละเอียดผ่านการตรวจสอบเส้นทางการใช้จ่ายของคุณ ข้อมูลของคุณจะถูกล่วงรู้แม้กระทั่งว่าคุณกินข้าวร้านไหน หาหมอปีละกี่ครั้ง ซื้อถุงยางอนามัยยี่ห้ออะไร โอนเงินไปทำการกุศลให้หน่วยงานไหนบ้าง และอาจจะคำนวณภาษีของคุณออกมาให้เอง มีการหักคืนและเรียกเก็บเพิ่มเองในระบบได้อัตโนมัติ ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่ติดตามข่าวสารข้อมูลสักหน่อย ก็คงรู้ว่า ตอนนี้ กรมสรรพากรกำลังรณรงค์ให้บริษัทต่างๆใช้ระบบบัญชีงบดุลออนไลน์ และในไม่ช้า ประชาชนคนธรรมดา ก็จะต้องถูกผลักดันให้เข้าสู่ระบบการบันทึกธุรกรรมออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบนี้เช่นกัน นั่นหมายความว่า การปกปิดความลับทางการเงินและทางธุรกิจทั้งหลายจะยิ่งเป็นเรื่องยากมากขึ้นหรือเป็นไปไม่ได้อีกเลยสำหรับประชาชนคนธรรมดา

ในส่วนของภาคเอกชน เมื่อมีการจัดระบบฐานข้อมูลเครดิตของผู้บริโภค มีข้อมูลการบริโภคการจับจ่ายของลูกค้า ก็จะเป็นเรื่องง่ายในการทำการตลาด และการพัฒนาสินค้า-บริการ การเชื่อมต่อกันของสารพันข้อมูลในชีวิตจะทำให้สิ่งต่างๆที่เข้ามาในการรับรู้ของคุณอยู่นอกเหนือคำว่าพรหมลิขิต แค่คุณโพสรูปตัวเองใส่รองเท้าคู่เก่าลงไปในสื่อโซเชียล ภายในห้านาทีอาจมีระบบแจ้งเตือนเข้ามาว่า คุณได้รับโปรโมชั่นให้ซื้อรองเท้าคู่ใหม่แบบที่ชอบได้ด้วยราคาพิเศษพร้อมส่งถึงบ้านภายในสองชั่วโมง เพราะมีข้อมูลบันทึกว่าการซื้อรองเท้าคู่เก่านั้นเกิดขึ้นเมื่อใด ราคาเท่าไหร่ รสนิยมของคุณเป็นแบบไหน คุณมีสถานะทางการเงินดีพอจะซื้อได้หรือไม่ ความลับจะไม่มีในโลกสำหรับคนที่สนุกกับการสืบค้น ทุกอย่างของคุณจะถูกล่วงรู้โดยใครสักคน หรือองค์กรสักองค์กร หรือหลายองค์กร อาศัยความเชื่อมโยงของระบบฐานข้อมูล อาจฟังดูน่ากลัวหรือาจฟังดูดี ขึ้นอยู่กับว่า คุณได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ แต่สำหรับคนรวยที่ไม่อยากให้ใครรู้ เรื่องนี้ไม่สนุกแน่ๆ คงเป็นความทุกข์อย่างแสนสาหัส ถ้าข้อมูลความมั่งคั่งของเขาสามารถถูกตรวจสอบ เข้าถึงโดยผู้อื่น คงจะนอนสะดุ้งร้อนสะดุ้งหนาวไม่เป็นสุข หนีไปไหนก็ไม่ได้เหมือนแมลงที่ติดอยู่ในใยแมงมุม ซึ่งเป็นเรื่องที่คนจนไม่เคยเดือดร้อน และดีไม่ดีอาจจะได้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำ เช่น เมื่อภาครัฐรู้ว่าคุณลำบากยากจนนัก ก็อาจมีเงินช่วยเหลือ หรือหยิบยื่นโอกาสต่างๆให้ เพื่อช่วยแก้ปัญหา ช่วยกระจายความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ

ยุคใหม่กำลังมา เขาว่าเป็นยุคที่คนรวยทุกข์กว่าคนจน คุณอยากจะสุขหรือทุกข์ ก็เลือกให้ได้อย่างที่ชอบ…เอาที่สบายใจ

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับเมษายน 2559

You may also like...