คุณกำลังแช่น้ำอุ่นหรืออยู่ในหม้อต้มยำ

money-grows

currency

CURRENCY & SCALE

เพราะระดับการมองโลก มองสังคมของคนแต่ละคนมี ‘มาตราส่วน’ ที่แตกต่างกัน คำว่ามาตราส่วนอาจจะไม่คุ้นหูสำหรับคนยุคนี้ที่นิยมใช้คำทับศัพท์ จึงขอใช้คำว่า ‘สเกล’ (scale) คงน่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า ซึ่งการมองโลกต่างสเกลของคนแต่ละคนก็มีผลต่อภาพหรือต่อสถานการณ์ที่มองเห็น เมื่อเห็นภาพต่างระดับกันก็จะมีวิธีรับมือกับสถานการณ์ไม่เหมือนกัน

คนบางคนมองชีวิตในสเกลเล็กๆ แค่ตัวเองครอบครัว เพื่อนฝูง หน้าที่การงาน คนบางคนมองชีวิตของตัวเองในขอบเขตระดับจังหวัด บางคนมองระดับประเทศ และบางคนมองระดับโลก เรื่องเงินๆทองๆและการวางแผนชีวิตก็ย่อมจะแตกต่างกันไปตามสเกลที่เลือกพิจารณา แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้คนในระดับไหน ต่างก็ฝันถึงชีวิตที่มั่นคงมั่งคั่งและอยากให้เงินทำงานแทนกันทั้งนั้น

การส่งเงินไปทำงาน ก็เหมือนส่งลูกหลานไปสมัครงานบริษัทต่างๆ บางบริษัทจ่ายค่าตอบแทนมากบางบริษัทจ่ายน้อย แต่อันที่จ่ายเยอะ ก็ต้องลุ้นตลอดเวลา ส่วนอันที่จ่ายน้อย ก็อาจจะเสี่ยงน้อย ใช้ความสามารถน้อยกว่า และอาจมีลูกหลานของบางคน ใจกล้าออกไปทำงานในต่างแดน ด้วยความหวังว่าจะเจออนาคตที่ดีกว่า ได้ผลตอบแทนที่มากกว่า

ยุคนี้ หากมองไปใกล้ๆตัวโดยไม่ต้องพยายามสังเกตมาก ก็จะเห็นว่า บ้านเมืองของเรามีคนต่างชาติมาเป็นส่วนผสมที่เข้มข้นขึ้นกว่าในยุคก่อนๆอย่างมหาศาล และถ้าสังเกตดีๆจะพบว่า พวกเขาไม่ได้มาท่องเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็กลับ ไม่ได้หอบเงินมาเข้าประเทศให้เราเหมือนแต่ก่อน หากแต่มาอยู่ อาศัย มาทำมาหากิน มาลงหลักปักฐานขุดทองในบ้านเรา เป็นไปวิถีตามธรรมดาที่ผู้คนจะเคลื่อนย้ายไปตามกลิ่นของโอกาสและผลประโยชน์

คนส่วนมากจะคิดถึงเรื่อง ‘ค่าเงิน’ จริงๆจังๆ ก็ต่อเมื่อจะแลกสตางค์ไปเที่ยวเมืองนอก ช้อปปิ้ง ส่งลูกหลานไปเรียนต่อ เพราะมองสเกลชีวิตเป็นระดับเล็กๆแค่ในประเทศ คนที่ใส่ใจเรื่องค่าเงินแบบลึกๆมักเป็นคนที่ค้าขายกับต่างชาติ มีการนำเข้าส่งออกสินค้าบริการต่างๆ เป็นนักธุรกิจนักลงทุน รวมไปถึงเหล่าชนชั้นผู้นำทั้งหลาย ซึ่งรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงของ ‘ค่าเงิน’ ในแต่ละช่วงเวลามีผลต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอย่างมหาศาล แต่เป็นสเกลที่คนระดับชาวบ้านไม่รู้และอาจไม่สนใจจะรู้

หากพูดถึงเรื่อง ‘ค่าเงิน’ ในสเกลระดับชาวบ้าน ถ้าคุณคิดจะให้เงินทำงานให้ เหมือนมีลูกหลานคอยทำมาหาเลี้ยงจริงๆ คุณก็ต้องทำความเข้าใจถึงเรื่องค่าเงินเอาไว้สักหน่อย และจะดียิ่งขึ้นถ้าคุณขยับสเกลการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น

‘ค่าเงิน’ เปรียบได้กับความสามารถในการทำงานแข่งขัน ถ้าค่าเงินของคุณอ่อนแอ การออกไปเสี่ยงในถิ่นที่มีคนอื่นแข็งแรงกว่าย่อมมีความเสี่ยงสูง ซึ่งเราก็คงรู้กันอยู่แล้วว่า ค่าเงินบาท หมายถึง จำนวนเงินบาทที่ใช้นำไปแลกเปลี่ยนกับเงินตราต่างประเทศ หรือที่เรียกว่าเงินสกุลอื่นๆค่าเงินบาทแข็ง หมายถึง เงินบาทของเรามีค่ามากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลที่กำลังเปรียบเทียบอยู่  เช่น จะซื้อตั๋วไปอเมริกา ราคา 800 ดอลลาร์ เคยใช้เงินไทย 32000 บาท ก็อาจเหลือแค่ 24000 บาท เพราะเงินไทยแข็งขึ้นจากดอลลาร์ละ 40 บาทมาเป็น 30 บาท ดังนี้เป็นต้น ส่วนคำว่า ค่าเงินบาทอ่อนตัว ก็ตรงกันข้ามกับค่าเงินบาทแข็ง

ปัจจัยที่ทำให้ ค่าเงินแข็งหรืออ่อน มีหลายสาเหตุ เช่น ถ้าประเทศเราเจริญรุ่งเรือง ต่างชาติอยากจะแห่กันเข้ามาลงทุน เขาก็ต้องเอาเงินสกุลเขามาแลกเป็นเงินบาท เพื่อให้ใช้จ่ายในประเทศของเราได้ พอความต้องการเงินบาทเยอะ ค่าเงินบาทก็สูงขึ้น

อีกสาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งขึ้นได้ ก็คือสินค้าของไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลกเยอะ ผู้ส่งออกไทยขายของเป็นเงินตราต่างประเทศได้มาก พอจะเอาเงินกลับเข้ามาใช้ในบ้านเรา ก็ต้องแลกเป็นเงินไทย พอมีเงินนอกเข้ามาแลกบาทเยอะๆ ก็ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นได้เหมือนกัน แต่ในทางตรงข้าม ค่าเงินบาทจะอ่อนลง ถ้าคนไทยต้องการนำเข้าสินค้าต่างประเทศเยอะๆ  เช่น ซื้อน้ำมัน ซื้อวัตถุดิบหรือเครื่องจักรจากต่างประเทศ หรือบ้าซื้อสินค้าแบรนด์เนมกันมากๆ ก็จะต้องมีการนำเงินบาทไปแลกเป็นเงินต่างประเทศเพื่อซื้อของเหล่านั้น ความต้องการเงินต่างประเทศเยอะขึ้น ค่าเงินบาทก็จะตกหรืออ่อนลง

ค่าเงินบาทจะยิ่งตกหรืออ่อนลงอีกถ้าเมื่อไหร่นักเก็งกำไรหรือนักลงทุนไม่มั่นใจในประเทศไทย มีความรู้สึกว่าค่าเงินบาทน่าจะอ่อนกว่าที่เป็นอยู่ ต้องการที่จะถือเงินบาทน้อยลง ก็จะแห่เทขายเงินบาทไปแลกเป็นเงินสกุลอื่น แต่ที่ซวยกว่านั้นคือ การโจมตีค่าเงินในสงครามทางการเงินระดับโลก ด้วยการแกล้งเทขายเพื่อทุบราคาให้เงินบาทอ่อนค่าลง แล้วฉวยโอกาสตอนที่เงินไทยไม่ค่อยมีค่า เศรษฐกิจไทยพังพินาศ มากว้านซื้อที่ดินและกิจการในประเทศไทยกันสนุกสนานจนเกิดวิกฤตอย่างที่ผ่านมา

คนที่ได้ประโยชน์เวลาค่าเงินบาทแข็ง คือคนที่ต้องใช้เงินบาท ‘ซื้อ’ ของจากต่างประเทศ หรือลงทุนในต่างประเทศที่ค่าเงินเขาอ่อนกว่าเรา คนที่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ ก็จะมียอดหนี้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทน้อยลง แต่ค่าเงินบาทแข็ง ก็มีผลเสียสำหรับคนที่ ‘ขาย’ ของให้ต่างชาติ เพราะลูกค้าต่างชาติเขาจะต้องจ่ายแพงขึ้นเมื่อค้าขายกับเรา อาจทำให้เราขายของได้น้อยลง และเมื่อขายแล้วเอาเงินต่างประเทศมาแลกเป็นบาท ก็ได้เงินน้อยลงไปด้วย

หากเปรียบเงินที่ให้ออกไปทำงาน กับการส่งลูกหลานออกไปเสี่ยงโชคในต่างแดน ภาวะที่ค่าเงินเรา “อ่อน” ก็เหมาะที่จะออกไปทำงานขายหรือรับใช้ ให้ได้เงินของเขามา แต่ในภาวะที่เรา “แข็ง” ก็เหมาะที่จะไปลงทุนซื้อข้าวซื้อของจากข้างนอกเอาไว้ เช่น ถ้าช่วงนี้เงินไทยแข็งกว่าเงินลาว การไปลงทุนซื้อที่ดินหรือทำธุรกิจในลาว ย่อมใช้เงินน้อยกว่าการทำธุรกิจในไทย

มองในสเกลระดับชาวบ้าน คนที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนก็คงอยากให้อ่อนลงไปอีกเรื่อยๆ และคนที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็ง ก็ยิ่งอยากจะให้แข็งต่อไปไม่หยุด แต่จริงๆแล้วการที่ค่าเงินแข็งไปหรืออ่อนเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งดี ในสเกลใหญ่ระดับประเทศนั้น ค่าเงินของประเทศเราควรจะมีเสถียรภาพ ไม่ควรจะผันผวนเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็วเกินไป เพราะการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยาก จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง และส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ พูดง่ายๆคือค่าเงินประเทศใดที่ผันผวนมากสะท้อนว่า ประเทศนั้นมีความเสี่ยงต่อการลงทุนมาก ไม่มีใครอยากมาค้าขายด้วย

การพิจารณาทิศทางค่าเงินและทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งจริงๆถึงตัวเลือกเพื่อการลงทุน ให้เงินทำงาน และความสามารถในการแข่งขันของสกุลเงินต่างๆ จะทำให้เรามีโอกาสมากกว่าในการสร้างผลตอบแทน ซึ่งอาจทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า เราควรส่งลูกหลาน (เงิน) ของเราไปทำงานอะไร ที่ประเทศไหน ในช่วงเวลาไหน หรือควรจะตัดหางปล่อยวัดลูกหลานไม่รักดีของเราทิ้งไปเสีย ไปหาลูกหลานต่างเผ่าพันธุ์ที่แข็งแรงกว่า มาเลี้ยงแทน และควรนำไปเลี้ยงหรือส่งไปแข่งขันในแดนดินถิ่นไหน ที่จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า โดยมองชีวิตในสเกลที่ใหญ่ขึ้น

การมองชีวิตในสเกลเล็กๆ อาจจะทำให้เราไม่เครียดมาก ไม่เหนื่อยมากเท่ากับคนที่มองสเกลใหญ่ แต่การก้มหน้าก้มตาทำงานหนักหาเงินไปวันๆ แบบไม่คิดอะไรมาก ในประเทศที่เราเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ไม่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางใดๆ หากจะมองว่า เป็นเรื่องที่โอเคแล้ว ทำใจให้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ก็มองได้ แต่ถ้ามองว่า เราควรจะต้องเตรียมตัวให้รอดหรือป้องกันตัวเองอย่างไร กับการดำเนินชีวิตไปวันๆเหมือนมดปลวกในประเทศที่เราไม่รู้อนาคตและไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการกำหนดอนาคตแบบนี้ ก็อาจจะทำให้เครียดจนนอนไม่หลับ

ลองคิดถึงตัวอย่างของบางประเทศที่ผู้คนตื่นเช้ามาแล้วตกใจแทบจะเป็นบ้ากันหมด เพราะสกุลเงินของตัวเองหมดค่า เงินทองที่อดทนทำมาหากินมาทั้งชีวิตกลายเป็นเศษกระดาษ มหาเศรษฐีกลายเป็นยาจกในชั่วข้ามคืน บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย

เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ชะตากรรมของผู้คนทั้งประเทศอยู่ในกำมือของผู้บริหารการเมืองและเศรษฐกิจเพียงไม่กี่คน ที่สร้างปัญหาทางการเมือง หรือดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด รวมไปถึงการทำสงครามเศรษฐกิจของคนกลุ่มเล็กๆที่มีอิทธิพลในโลก การโจมตีค่าเงิน เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของประชาชนตาดำๆทั้งหลาย

คนที่มองชีวิตในสเกลเล็กจนชิน เลือกจะไม่รับรู้ ไม่เตรียมตัว และไม่คิดว่าชีวิตนี้จะลุกขึ้นมาแข่งขันหรือทำอะไรในมิติที่แตกต่างจากกรอบที่ตัวเองเคยทำมาก่อน เคยตื่นเช้ามาเกี่ยวข้าวกรีดยางยังไงก็ทำไป เคยตื่นเช้าผูกเน็คไทมาตอกบัตรก็ทำไป คนเหล่านี้อาจดูมีความสุขดี มองเผินๆเหมือนเป็นการทำงานง่ายๆ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เสี่ยงอะไรมาก แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นการเสี่ยงด้วยชีวิตทั้งชีวิต เพราะการเข้าใจว่าตัวเองกำลังนอนแช่น้ำอุ่นสบายใจ ทั้งที่ความจริงอาจเป็นชีวิตในหม้อต้มที่รอวันจะเดือดพล่าน โดยไม่คิดว่าจะต้องหาทางปีนขึ้นมาให้รอดพ้น อีกทั้งยังมองว่า คนที่พยายามจะปีนป่ายขึ้นมาเหนือคนอื่นเพื่อช่วยตัวเอง เป็นพวกทะเยอทะยานไม่รู้จักพอ เป็นอะไรที่น่ากลัว

ก่อนที่จะมองว่า ซัมเมอร์นี้บาทจะอ่อนหรือแข็ง จะเตรียมเอาโบนัสของปีกลายมาแลกเงินไปเที่ยวประเทศไหนดี ลองเปลี่ยนพิจารณาชีวิตตัวเองในสเกลที่แตกต่าง อาจจะได้คำตอบว่า คุณกำลังนอนแช่น้ำอุ่นหรืออยู่ในหม้อต้มยำ

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับมีนาคม 2559

You may also like...