กฎแห่งแรงดึงดูด

money-growslaw-of-attraction

LAW OF ATTRACTION

เชื่อว่าคนที่หายใจเข้าออกเป็นความสำเร็จทั้งในเรื่องเงินทอง การงาน การใช้ชีวิต คงจะเคยอ่านหรือเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘กฎแห่งแรงดึงดูด’ ในภาษาฝรั่งเรียกว่า Law of Attraction จากหนังสือดังที่มีสาระสำคัญโดยสรุปคือ สิ่งเหมือนๆกันจะมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน บนสมมุติฐานว่า จิตที่ดี ความคิดที่ดี จะมีแรงดึงดูดสิ่งดีๆ ทั้งความสุข เงินทอง สุขภาพ ความสำเร็จ เข้ามาในชีวิต

แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มีคนทั่วโลกทั้งเหล่านักพูด นักคิด นักเขียน นำไปต่อยอดในหลายมิติ ที่ฮอตสุดคงหนีไม่พ้น ‘แรงดึงดูดความร่ำรวย’ เพราะจะจริงหรือไม่จริงก็คงมีคนพร้อมเชื่อว่า การเพ่งจิตคิดถึงแต่เงินๆๆๆ จะดึงดูดความรวยเข้ามาหาตัวได้ง่ายๆ

การคิดถึงแต่เงินจะทำให้ใครรวยได้มากแค่ไหนยังไม่มีข้อพิสูจน์ แต่มีหลายคนพิสูจน์แล้วว่า การ ตะเกียกตะกายไปบนวิถีคนรวย มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้คนบางคนรวยขึ้นมาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในแวดวงคนรวยที่ประสบความสำเร็จมาด้วยตัวเอง ย่อมเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยคนเก่ง คนฉลาด การเข้าไปสมาคมกับคนระดับนี้หมายถึงโอกาสที่จะได้ศึกษาเรียนรู้อุปนิสัยใจคอ และพิจารณาองค์ประกอบต่างๆที่เป็นปัจจัยความรวยของเขาอย่างใกล้ชิด ยิ่งถ้าได้ถึงขั้นกอดคอเป็นเพื่อนสนิทกันแล้ว อาจเป็นสัญญาณดีว่า เราคงมีอะไรดีๆบางอย่างในตัวเองที่อาจทำให้ประสบความสำเร็จได้แบบเขา บนพื้นฐานความเชื่อว่า คนที่มีอะไรเหมือนๆกันย่อมมีแรงดึงดูดเข้าหากัน และก็เป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่จะคบหาคนที่มีลักษณะเหมือนกับตัวเอง

คุณคงเคยได้ยินว่า หากอยากรู้ว่าใครเป็นคนแบบไหน ก็ให้ดูจากเพื่อนฝูงหรือผู้คนที่เขาคบค้าสมาคมด้วย คนยิ่งสนิทชิดเชื้อก็จะยิ่งมีอะไรคล้ายกันมาก ถ้าเป็นคู่ครองก็เรียกได้ว่า วาสนาพอๆกัน หรือในทางพระเขาเรียกว่า ศีลเสมอกัน มีทัศนะต่อสิ่งต่างๆไปในทิศทางเดียวกัน เห็นผิดเห็นถูกแบบเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ในสังคมระบบชนชั้น กลับมีการพร่ำสอนคนให้รู้จักเจียมตัวเจียมหัวใจ อย่าไปคิดแข่งบุญแข่งวาสนากับคนที่เหนือกว่า มีถ้อยคำกระทบกระเทียบเปรียบเปรยให้แสบหัวใจมากมาย สำหรับคนที่คิดจะถีบตัวเองไต่บันไดทางสังคม เพื่อกดหัวให้ยอมรับสถานะที่เป็นอยู่ แต่ในขณะเดียวกันสังคมนี้ก็เหยียดหยามความยากจน ว่าเป็นความต่ำต้อยด้อยค่า จึงออกจะเป็นสังคมที่ขัดแย้งและสับสน ว่าควรจะเอายังไงกันแน่ เกิดมาจนต้องโดนดูถูกว่าเป็นคนชั้นล่าง ครั้นฮึกเหิมอยากจะรวยก็โดนถากถางเสียอีกว่าเสนอหน้าอยากจะเป็นคนชั้นสูง

หากพิจารณาด้วยกฎแห่งแรงดึงดูด จะเห็นได้ชัดว่าการหล่อหลอมทางสังคมแบบนี้มีผลมากต่อทัศนคติในการสร้างสถานภาพทางการเงินของผู้คนส่วนใหญ่ ทำให้เหลือเพียงสถานะเดียวที่คนจะได้รับการอนุญาตให้เป็นก็คือ คนชั้นกลาง ซึ่งในหมู่คนชั้นกลางนี้ก็จะคอยแข่งกันตลอด ว่า ใครจะได้เป็นกลางที่ค่อนไปทางข้างบนมากกว่ากัน โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า จุดที่เหนือสุดของชนชั้นกลางนั้นก็ยังห่างไกลนักกับชนชั้นสูงทางเศรษฐกิจ อภิมหาเศรษฐี เกิดคำเรียก ‘ซินเดอเรลลา’ หรือ ‘ซินเดอเรลลาแมน’ เอาไว้สำหรับชื่นชมแกมดูถูกคนที่กระโดดข้ามชนชั้นขึ้นไปได้ด้วยการอุปถัมภ์

นอกเหนือจากความยากลำบากทั่วไปในขั้นตอนการสร้างสถานะทางเศรษฐกิจ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนในสังคมแบบนี้รวยมากๆได้ยาก ก็คือข้อจำกัดทางความคิด เพราะความเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะร่ำรวยมหาศาล เพื่อเปลี่ยนระดับชนชั้นทางสังคมขนานใหญ่เป็นเพียงเรื่องเกินจริง หรือเกินพอดี

ทันทีที่ความเชื่อนี้ถูกจำกัดขอบเขตให้กลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แรงบันดาลใจและแรงดึงดูดความสำเร็จของคนส่วนมากก็จะถูกจำกัดให้เล็กจ้อยตามลงไป ผลที่ตามมาคือ ความพยายามที่ลดระดับลง เป้าหมายที่เล็กลง การยอมรับในโชคชะตา มองโลกแบบองุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน

ไม่ว่ากฎแห่งแรงดึงดูดจะเป็นสัจธรรมหรือเป็นแค่คำพูดสวยหรู สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือ การปราศจากความปรารถนาที่แน่วแน่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมทำให้ชีวิตกำหนดเป้าหมายได้ยาก คนเราจะประสบความสำเร็จอะไร ก็ต้องเริ่มต้นจากการวางเป้าหมายก่อนเป็นลำดับแรก ผู้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรวยจริงๆเท่านั้นจึงจะมีแรงดึงดูดอันทรงพลังนำพาให้เขาไปแสวงหาความร่ำรวยด้วยวิธีต่างๆ ดำเนินชีวิตไปตามเส้นทางของคนรวย ซึ่งเป็นทางที่คนไม่รวยไม่กล้าเดิน ด้วยอาจจะยากเกินไป หรือแตกต่างกับวิถีที่คนส่วนมากคุ้นชิน รวมไปถึงการคิด พูด และทำสิ่งต่างๆ ในแบบที่คนไม่รวยไม่คิดจะทำ

คนที่จนแล้วสามารถจนได้อีกเรื่อยๆ เช่นเดียวกับคนที่รวยมากแล้วก็พร้อมจะรวยเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะคนจนคุ้นชินกับความจน และคนรวยก็คุ้นชินความรวย คนจนจึงทำซ้ำๆในสิ่งที่ทำให้ตัวเองจน ส่วนคนรวยก็ทำซ้ำๆในสิ่งที่ทำให้ตัวเองรวย คือการพัฒนา ขยับขยาย เปลี่ยนแปลงไปหาทางรวยใหม่ได้เรื่อยๆ คนจนที่เปิดร้านขายหมูปิ้งได้กำไรวันละสามร้อยบาทไม่พอใช้ก็ยังตื่นเช้ามาขายหมูปิ้งต่อไปอย่างนั้น ส่วนคนรวยเจ้าของไร่นาและฟาร์มปศุสัตว์ ก็ขยายมาทำกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต เรื่อยไปจนถึงโทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ บันเทิง และทุกๆอย่างที่เขาทำได้ไม่ยอมหยุด อันไหนกำไรน้อยหรือขาดทุนก็พร้อมเลิกขายทิ้งไปทำสิ่งใหม่อย่างไม่รีรอ ไม่คิดย่ำอยู่กับที่

คนรวยกลัวจน ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง สวนทางกับคนจนที่มักกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ดันไม่กลัวจน

คงจะไม่ผิดนักหากจะอ้างถึงกฎแห่งแรงดึงดูด และกล่าวโทษบางสิ่งในสังคมที่สะกดจิตหมู่ให้คนส่วนใหญ่ไม่มีแรงดึงดูดความสำเร็จ ซึ่งแม้แต่เราเองก็อาจตกอยู่ภายใต้อำนาจของการสะกดจิตนั้นด้วย

ลองคิดดูก็แล้วกันว่า ในสังคมที่ความปรารถนาอยากร่ำรวยถูกประณามเป็นสิ่งชั่วร้าย การไต่บันไดชนชั้นเป็นเรื่องน่าละอาย และความจนเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ผู้คนในสังคมแบบนี้จะสับสน วิปริต และหลงทางเพียงใด มันน่าตลกไหมที่เราจะต้องเรียนหนักทำงานหนักตลอดชีวิตแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้อยากรวยมากๆ หรือกลายเป็นคนยากจนได้เลยจริงๆ ผู้คนจึงหยุดฝันกันตรงกลางทาง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ตระหนักถึงพลังลึกลับที่คอยดึงดูดผู้คนส่วนใหญ่เอาไว้ไม่ให้เขาไปไหนได้ไกล มีชีวิตที่ไร้ทิศทาง และสูญเสียพลังแรงดึงดูดความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ภายในตัวเอง ซึ่งคนไม่กี่คนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่รอดพ้นอำนาจการสะกดของพลังลึกลับ แต่ยังมีพลังดึงดูดของตัวเองและรู้วิธีแปรพลังที่ครอบงำสังคมนั้นมาเป็นพลังดึงดูดผลประโยชน์ของเขาอีกด้วย

ก่อนที่จะขยับตัวทำอะไร ลองเริ่มต้นสำรวจตัวเองดูว่า คุณมีแรงดึงดูดชนิดใดอยู่ในตัวเองบ้าง คุณจะดูดความร่ำรวยและความสำเร็จมาหาตัวเองได้ไหม และที่สำคัญอย่าลืมดูให้แน่ๆว่า คุณกำลังมีชีวิตอยู่ด้วยแรงดึงดูดของใคร … ใช่ของคุณจริงๆหรือเปล่า

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับกุมภาพันธ์ 2559

 

You may also like...