ขนาดความทะเยอทะยาน VS มูลค่าพอร์ตการลงทุน

money-growsambition

AMBITION, DOES IT RUN IN THE FAMILY?

คงจะไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ยุคนี้เป็นยุคที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกับการลงทุนกันมากกว่าแต่ก่อน และคำถามที่คนถามกันมากก็คือ ควรจะมีพอร์ตการลงทุนของตัวเองตั้งแต่อายุเท่าไร

เมื่อพูดถึงการลงทุน พอร์ตการลงทุนไม่ได้หมายถึงแค่พอร์ตหุ้นเพียงอย่างเดียว คำว่าพอร์ตซึ่งพูดติดปากกันสั้นๆ มาจากคำเต็มว่า Portfolio แปลตรงๆว่า ผลงานหรือแฟ้มรวมผลงาน ซึ่งในเรื่องเงินๆทองๆก็หมายถึงแฟ้มที่บันทึกรายการสินทรัพย์ต่างๆที่เรามีอยู่ เป็นผลงานในการสร้างความมั่งคั่งที่ได้จากการออมหรือการลงทุนของเรา ดังนั้น ถ้าตอบแบบไม่ต้องคิด คนเราก็ควรจะมีพอร์ตทรัพย์สินหรือการลงทุนของตัวเองเอาไว้ตั้งแต่รู้จักบวกลบเลขโน่นเลย ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

บางคนโชคดีอาจจะมีพอร์ตสินทรัพย์มาตั้งแต่เกิด เพราะมีพ่อแม่เปิดบัญชีลงทุนให้ลูกเป็นการนำร่องไว้ก่อนในรูปแบบต่างๆ เช่น ประกันชีวิต เงินออม ทองคำ เครื่องประดับมีค่าที่ได้มาจากของขวัญญาติผู้ใหญ่มอบให้ในโอกาสสำคัญ ฯลฯ รวมไปถึงข้าวของสะสมส่วนตัวที่อาจมีค่า เช่น บางคนเคยชอบสะสมแสตมป์มาตั้งแต่เด็ก สะสมหนังสือการ์ตูน หรือของเล่นเก่าแก่บางอย่างที่กลายเป็นของหายากในยุคนี้ทำให้มีราคาสูง ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ จัดว่าเป็นรายละเอียดที่ควรจัดการบันทึกไว้ในพอร์ตหรือรายการทรัพย์สินของตัวเองทั้งสิ้น แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยได้เก็บมาคิดมูลค่าเป็นสินทรัพย์ หรือนับเป็นความมั่งคั่งที่จริงจังอะไรมาก เพราะยังไม่ถึงคราวลำบากที่จะต้องถึงขั้นเอาทรัพย์สินรอบกายออกมาสำรวจมูลค่า หรือเอาไปขายประทังชีวิต ต่อเมื่อถังแตกนั่นแหละ จึงค่อยเบิกตามองดูว่า เราได้ครอบครองเป็นเจ้าของอะไรจริงๆอยู่บ้าง

การมีพอร์ตทรัพย์สินหรือพอร์ตการลงทุนเป็นของตัวเอง บ่งบอกถึงวุฒิภาวะของบุคคลได้ชัดเจน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความทะเยอทะยานที่จะเป็นอิสระทางการเงิน และความปรารถนาจะสร้างความมั่งคั่งส่วนตัว พ่อแม่ฉลาดๆจะสอนให้ลูกรู้จักบริหารทรัพย์สินเองตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งไม่ใช่แค่ฝากเงินให้ลูก แต่ให้เด็กรู้จักหาเงิน ออมเงิน และลงทุนทำอะไรให้เกิดดอกผลมากขึ้นกับพอร์ตของเขาด้วยทรัพย์สินหรือต้นทุนของตัวเอง

เช่นเดียวกัน…ผู้หญิงฉลาดๆ ไม่ได้มองแค่ว่า ผู้ชายทายาทเศรษฐีมาดโก้ที่มาจีบ ขโมยรถหรูของพ่อมาขับอวดสาว อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของพ่อแม่ ทำงานกับบริษัทของที่บ้าน กินกงสี แล้วรอรับมรดกก้อนโตหรือไม่ แต่จะมองว่า ผู้ชายคนนั้นมีทรัพย์สินอะไรบ้างที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาหรือมีพอร์ตลงทุนที่เป็นชื่อของเขาเองจริงๆ

เชื่อหรือไม่ว่า…คนหนุ่มบางคนเพิ่งจะมีบัญชีธนาคารเป็นของตัวเองจริงจังก็ตอนเรียนจบเข้าทำงานเดือนแรก ผู้หญิงคนไหนได้แฟนแบบนี้ คงมีอารมณ์เหมือนซื้อลูกควายเพิ่งหย่านมไปเลี้ยง ถ้าบังเอิญเจอผู้หญิงประเภทนางงามรักเด็กรักสัตว์ มีสัญชาตญาณความเป็นแม่สูง ก็โชคดีไป แต่ถ้าไปเจอกับผู้หญิงที่เขาเลือกผู้ชายมาถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร หวังจะกอดคอสร้างฐานะ ก็ต้องเข้าเกียร์ถอย เพราะนอกจากคุณจะเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่แล้ว คุณยังเป็นเด็กที่ไม่เอาไหนอีกด้วย

ถ้าคุณเป็นคนชอบอ่านชีวประวัติบุคคล ก็คงเคยผ่านตามาบ้างว่า มหาเศรษฐีนักลงทุนรายใหญ่ของโลกอย่าง วอร์เร็น บัฟเฟตต์ เริ่มรายได้ตั้งแต่หกขวบด้วยการขายโค้กกระป๋อง ขายหมากฝรั่ง ซึ่งแม้กำไรจากยอดขายของเขาจะเป็นเงินเพียงไม่มาก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างพอร์ตสินทรัพย์ของตนเอง เขาติดตั้งตู้เกมส์พินบอลหยอดเหรียญในร้านตัดผม เขาเคยเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์มาก่อน และเขาซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี ทั้งหมดที่ทำลงไปนี้ไม่ได้เป็นเพราะครอบครัวของเขายากจนเลยต้องให้ลูกหาเงิน แต่ในทางกลับกัน ครอบครัวของเขาจัดว่าเป็นผู้มีฐานะเสียด้วยซ้ำ จึงไม่อาจสรุปได้ว่า สัญชาตญาณในการลงทุน หรือความทะเยอทะยานที่จะแสวงหาความมั่งคั่ง ถูกขับเคลื่อนด้วยความยากจนหรือความขาดแคลน ตรงกันข้าม ลูกหลานคนรวยเสียด้วยซ้ำที่มักมีความหิวกระหายอยากจะรวยมากขึ้นต่อไปเรื่อยๆ แม้บางคนจะเกิดมาบนกองเงินกองทอง มีให้กินให้ใช้สุขสบายไปตลอดชาติ ก็ยังทำงานหนักเพื่อสร้างความร่ำรวยในรุ่นของตน

และเมื่อพูดถึงความทะเยอทะยานเพื่อสร้างความสำเร็จและความมั่งคั่ง คงไม่มีใครที่กล่าวถึงคำนี้ได้หนักแน่นไปกว่าเจ้าพ่ออสังหาสุดแสบแมวเก้าชีวิต โดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าของวรรคทอง…

“หากปราศจากความทะเยอทะยาน คุณก็จะไม่มีพลัง หากปราศจากพลัง คุณก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ไม่มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ใดๆ ในโลก ที่ประสบความสำเร็จได้โดยปราศจากความทะเยอทะยาน”

คำกล่าวนี้จะถูกหรือผิดก็คงไม่สำคัญสำหรับคนอื่น แต่น่าจะถูกต้องที่สุดในการสร้างอาณาจักรความมั่งคั่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ เองซึ่งน่าจะสร้างมาจากความทะเยอทะยานของเขาล้วนๆ จนใครต่อใครอดสงสัยไม่ได้ว่า เขาไปเอามันมาจากไหนเยอะแยะ และถ้าสังเกตดีๆ คนรวยสุดๆทั้งหลายต่างก็เป็นผู้มีความทะเยอทะยานสูงผิดมนุษย์มนาอย่างนี้ทั้งนั้น โดยหากพิจารณาถึงครอบครัว การเลี้ยงดู ก็อธิบายได้ไม่ยากว่า การปลูกฝังจากครอบครัวที่มาจากการปฏิบัติให้ดูของพ่อแม่ มีผลมากกว่าการสอนในสถาบันการศึกษาอย่างแน่นอน เพราะทุกโรงเรียนก็มุ่งสอนให้เด็กสำเร็จเหมือนๆกัน แต่อาจมีคนประสบสำเร็จมากๆรุ่นละไม่กี่คน ขณะที่ครอบครัวหรือพ่อแม่ที่มีความทะเยอทะยานสูงและประสบความสำเร็จ มีแนวโน้มที่จะได้ลูกหลานที่มีความทะเยอทะยานสูงเช่นเดียวกับตน ส่วนจะประสบความสำเร็จได้เท่าเทียม หรือมากกว่าพ่อแม่หรือไม่นั้น ก็อีกเรื่องหนึ่ง

เป็นธรรมดาที่คนส่วนใหญ่ล้วนใฝ่ฝันอยากรวย แต่ความแตกต่างระหว่างคนที่มีความทะเยอทะยานกับคนที่ฝันเฟื่องนั้นดูไม่ยาก คนที่ฝันเฟื่องจะสนุกกับการคิดฝันถึงสิ่งที่ต้องการ แต่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนกับสิ่งที่ไม่ต้องการ ขณะที่คนทะเยอทะยานจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ในเกมการแข่งขันทางโลกที่มีชัยชนะเป็นตัวเลขทรัพย์สิน คนที่มีแนวโน้มจะชนะก่อนก็คือคนที่เริ่มสร้างพอร์ตสินทรัพย์หรือพอร์ตการลงทุนก่อน แม้ต้นทุนชีวิตด้านอื่นๆของคนแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ทว่าสิ่งหนึ่งที่คนทั้งโลกมีต้นทุนเริ่มต้นเท่ากันคือ ‘เวลา’ และหากจะว่าไป ‘เวลา’ ก็เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มองไม่เห็นในพอร์ตลงทุนของเรา เวลาทำให้ดอกเบี้ยทบต้นเติบโตงดงาม เวลาทำให้หนี้สินบานปลาย เวลาทำให้สินทรัพย์บางอย่างเพิ่มมูลค่า และทำให้บางอย่างด้อยค่า

ความทะเยอทะยานอยากประสบความสำเร็จและมั่งคั่งไม่ได้หมายถึงการเร่งรีบแข่งขันกับเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการรู้จักรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสมอีกด้วย สัญชาตญาณที่จะรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ไม่มีสอนในโรงเรียน น่าเศร้าที่พบว่าส่วนใหญ่สืบทอดกันมาในครอบครัว แล้วคนที่ไม่ได้โตมาจากครอบครัวอันเก่งกาจและทะเยอะทะยานเหล่านี้ จะมีโอกาสไหม คำตอบคือมีแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับระดับความทะเยอทะยานส่วนบุคคลที่มีมากน้อยต่างกันไป และมักแปรผันโดยตรงกับพอร์ตสินทรัพย์และการลงทุนของบุคคลนั้นๆอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ คนที่มีความทะเยอทะยานอยากจะมีเงินมากๆ ก็จะมีพอร์ตสินทรัพย์หรือพอร์ตการลงทุนที่มีมูลค่ามาก และมีแนวโน้มที่จะหาทางขยายเพิ่มพูนให้มากขึ้นไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด

คุณคงไม่อยากเชื่อว่า เวลาที่ใครหลายคนบอกว่าอยากรวย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ตั้งเป้าอยากจะรวยให้ได้จริงๆ เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่รวย ก็เพราะเขาไม่ได้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรวย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ชีวิตคนเราก็มีเรื่องอื่นๆให้สุขได้หลากหลายโดยไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินมาก และคนที่มีเงินมากก็ใช่ว่าจะมีความสุขทุกคน

อย่างไรก็ตาม ถ้าบังเอิญคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองอยากรวยมาก มีความทะเยอทะยานสูง และคุณอยากรู้ว่า สิ่งที่คุณคิดอยากได้หรือตั้งใจนั้นมันใช่หรือเปล่า ก็ลองแง้มพอร์ตทรัพย์สินหรือพอร์ตการลงทุนของตัวเองดู…คำตอบของคุณอยู่ในนั้น !!!

แต่ถ้าตอนนี้คุณยังไม่มีพอร์ต ก็ไม่มีอะไรจะแง้ม เพราะคำตอบของคุณ…คงจะล่องลอยอยู่ในสายลม (มั้ง)

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับธันวาคม 2558

 

You may also like...