จงซื้อ…ซื้อ และซื้อ (อย่างฉลาด)

money-growssmart-shopping

WHEN TO BUY, WHAT TO BUY and HOW TO BUY

แม้เราจะถูกสอนกันมาตลอดว่า การเก็บออมเงินไว้ให้ได้เยอะๆ ไม่ซื้อของเยอะจะทำให้รวย แต่ในความเป็นจริง คนที่รวยมากๆ จำนวนไม่น้อยเป็นคนที่รวยมาจากการ ‘ซื้อ…ซื้อ และซื้อ’ อย่างฉลาด ไม่ใช่เป็นแค่คนที่หาเงินมาเก็บไว้เฉยๆ

การซื้ออย่างฉลาดเป็นสิ่งที่คนรวยฉลาดๆนิยมปลูกฝังให้ลูกหลาน เราจึงเห็นว่า ครอบครัวคนรวยส่วนใหญ่มักจะมีลูกหลานที่สืบทอดความร่ำรวยต่อเนื่องกันมาได้หลายรุ่น ตระกูลไหนรวยก็มีแนวโน้มว่าจะรวยกันต่อไปเรื่อยๆ (ถ้าลูกหลานรุ่นหลังไม่โชคร้ายหรือไม่ได้มีพฤติกรรมการใช้เงินที่แย่เหลือทนจริงๆ) แต่ถึงคุณจะไม่ได้เกิดมาในครอบครัวแบบนั้น ก็สามารถฝึกวิธีคิดและสร้างนิสัยในการซื้ออย่างฉลาดให้กับตัวเองได้ โดย 2 สิ่งสำคัญที่คุณต้องมีสำหรับการฝึกตัวเองให้รู้จักซื้ออย่างฉลาดคือ ‘สติ และ ปัญญา’

คนทั่วไปจะพูดคำว่า ‘สติ กับ ปัญญา’ รวมกันเป็น สติปัญญา จนอาจนึกว่าเป็นคำเดียว แต่ความจริงแล้วเป็น 2 คำที่มีความหมายแตกต่าง ‘สติ’ แปลว่า ความระลึกได้ ไม่เผลอไผล ส่วน ‘ปัญญา’ แปลว่า ความรู้ความฉลาด ซึ่งสองอย่างนี้ต้องมีคู่กันจึงจะเกิดผล เมื่อถึงสถานการณ์ที่มีโอกาสซื้อ ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีเงินในกระเป๋ามาก หรือเป็นเพราะมีสิ่งล่อใจให้อยากซื้อ สิ่งที่จะคอยบอกคอยเตือนว่า เราควรซื้อสิ่งใดหรือไม่ ก็คือ ‘สติ’ เพราะสติจะทำให้เราไม่เผลอใช้จ่ายโดยไม่ยั้งคิด

การมีสติเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน ทำนองเดียวกับการฝึกออกกำลังกาย ยกน้ำหนัก หรือฝึกโยคะ ที่ต้องใช้ความอดทนอดกลั้น เพื่อทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความอยากหรือความสบาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นความแข็งแกร่ง แข็งแรง พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเข้ามาได้ทุกเมื่อ ในขณะที่การมีปัญญานั้น จะได้มาจากการศึกษาหาความรู้ เปิดหูเปิดตา เป็นคนช่างสังเกต จดจำ รู้จักคิดวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ชั่งน้ำหนัก รู้จักพิจารณาดูส่วนได้ส่วนเสีย

หากคุณมี ‘สติปัญญา’ เมื่อคุณเห็นของที่ ‘น่าซื้อ’ สติจะบอกคุณให้หยุดคิด จากนั้น ‘ปัญญา’ หรือความรู้ที่คุณสั่งสมมาจะบอกคุณเองว่า ของสิ่งนี้มูลค่าแท้จริงเท่าไหร่ คุณจำเป็นต้องซื้อหรือไม่ ถ้าซื้อมาแล้วจะทำประโยชน์ให้คุณได้มากกว่าเงินที่จ่ายหรือสิ่งของที่คุณใช้แลกเปลี่ยนมากแค่ไหน ควรซื้อตอนนี้หรือรอก่อน และจะมีวิธีซื้ออย่างไร โดย ‘สติและปัญญานี้’ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คุณฉลาดซื้อในทุกสิ่ง นับตั้งแต่แผงเสื้อผ้าลดราคาในห้าง แผงขายอาหารในตลาด เรื่อยไปจนถึงการซื้อนาฬิกา รถยนต์ อัญมณี ที่ดิน บ้าน หุ้น พันธบัตร หรือซื้อกิจการใหญ่ๆเลยทีเดียว

                การตั้งราคาให้คนรู้สึกว่า ‘น่าซื้อ’ หรือ ‘ต้องซื้อ’ เป็นศิลปะของการขาย เมื่อใดที่การตั้งราคาทำให้คนควักกระเป๋าซื้อเพราะรู้สึกว่า ‘มีอำนาจซื้อ’ ไม่ใช่เพราะ ‘ความต้องการหรือความจำเป็น’ คนที่ขาดสติจะกระโจนเข้าซื้อทันที เพราะมันทำให้เขาได้ ‘แสดงอำนาจ’ บางทีไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าอยากได้สินค้าชิ้นไหน แค่อยากปลดปล่อยพลังอำนาจตามสัญชาตญาณที่ถูกกระตุ้นออกมา เช่น สินค้าแบรนด์ดังที่เคยตั้งราคาไว้สูงๆ พอหมดฤดูก็นำมาขายลดเลหลัง คนที่รู้สึกว่าของพวกนั้นเคยอยู่สูงเกินเอื้อม วันนี้โน้มลงมาหาเราแล้ว ก็จะแห่กันมา ทั้งที่บางทีซื้อแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

ความฉลาดซื้อ คือรู้ว่า ควรซื้ออะไร (What to buy) ควรซื้อเมื่อใด (When to buy) และ ควรซื้ออย่างไร (How to buy) ซึ่งถ้าเราไปสะกดรอยตามการซื้อของเหล่ามหาเศรษฐีระดับโลกแล้วจะได้คำตอบใกล้เคียงกัน คือ

สิ่งที่ควรซื้อ – คือสิ่งที่มีประโยชน์จริงๆ เหมาะกับตัวคุณ เพราะถ้าคุณซื้อมาแล้วไม่ได้เอาไปขายใครต่อ คุณก็สามารถใช้มันเองได้ และมีความสามารถที่จะดูแลรักษามันไว้ได้โดยไม่ทำให้ตัวเองลำบาก

เวลาที่ควรซื้อ – คือเวลาที่ของสิ่งนั้นมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันมากๆ จากเหตุปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่การด้อยค่าหรือเสื่อมราคาของตัวมันเอง และมีโอกาสที่จะมีมูลค่าสูงขึ้น สามารถหาประโยชน์ หรือทำกำไรได้มากขึ้นในอนาคต

วิธีการซื้อ – คือจังหวะและรูปแบบที่เหมาะในการซื้อ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเก๋าในการวิเคราะห์สถานการณ์ บางอย่างต้องค่อยๆทยอยซื้อสะสม บางจังหวะต้องเทกระเป๋าซื้อหมดหน้าตัก บางอย่างต้องซื้อด้วยเงินเย็นเก็บไว้นานๆเพื่อรอเวลา และบางอย่างอาจจะต้องยอมผ่อนซื้อ ถ้ามองแล้วว่าได้ผลประโยชน์มากกว่าการทุ่มซื้อด้วยเงินก้อนใหญ่

สมมุติว่า คุณจะซื้อเสื้อผ้าสักชุดสำหรับใส่ไปทำงาน ภายใต้งบประมาณที่จำกัด สติจะช่วยเตือนว่า ตอนนี้คุณจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าหรือไม่ และจำเป็นต้องมีเสื้อผ้าแบบไหน ในขณะที่ปัญญาจะช่วยคิดคำนวณว่า คุณควรเลือกอย่างไร คุณควรซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพดี มีแบบที่สุภาพ ตัดเย็บปราณีต และเป็นแบบที่สามารถใส่ได้หลายโอกาส ยอมลงทุนซื้อของเกรดดีเยี่ยมจำนวนไม่มากชิ้น ดีกว่าการซื้อของเกรดต่ำจำนวนมาก เพราะเสื้อผ้าเกรดดีๆจะช่วยเสริมบุคลิกภาพให้คุณดูดีตลอด ถึงจะมีน้อยจนต้องใส่บ่อยก็ไม่เสียหาย ตรงกันข้ามกับการซื้อของเกรดต่ำมาเยอะๆ ต่อให้คุณแต่งชุดไม่ซ้ำไปทำงานจนกลายเป็นผู้นำแฟชั่นประจำออฟฟิศ ก็มีราศีสู้คนใส่เสื้อผ้าคุณภาพดีๆไม่ได้แน่นอน เช่นเดียวกับการจ้างคนทำงาน การจ้างคนเก่งคนเดียวด้วยเงินเดือนที่สูง ทำอะไรได้หลายอย่าง ให้ประโยชน์กว่าจ้างคนไม่เก่งหลายคนในเงินเดือนต่ำ แต่ทำอะไรไม่ได้และสร้างปัญหา

หรือถ้าคุณจะซื้อนาฬิกาหรือเครื่องประดับสักชิ้น ซื้อแบบฉลาดๆ ให้คุ้มค่าเงิน แทนที่จะซื้อนาฬิกาแฟชั่นที่ไม่มีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพจำนวนหลายเรือนเอาไว้ใส่สลับกันให้เข้ากับเสื้อผ้าแต่ละวัน ลองเปลี่ยนมาเป็นการซื้อนาฬิกาชั้นเลิศในวงเงินที่คุณมีเพียงเรือนเดียว เลือกแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเรื่องคุณภาพ มีคุณค่าในฐานะเป็นของสะสม ใส่ได้บ่อยทุกโอกาส ความคุ้มค่าที่คุณจะได้รับจากนาฬิกาเรือนนั้นจะมีทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพราะนาฬิกาดีๆก็จะเป็นเครื่องประดับช่วยให้คุณดูภูมิฐานขึ้นโดยอัตโนมัติ คุณภาพที่ยั่งยืน และความมั่นใจใส่ได้ทุกโอกาส (แต่ถ้าคุณซื้อของถูกๆตามแฟชั่น พอตกยุคแล้วก็คงไม่อยากใส่ต่อ) ของดีทำให้คุณใส่ได้เรื่อยๆไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย เก็บไว้นานก็เป็นของมีค่า ถ้าเงินขาดมือก็เอาไปขายได้

ในการซื้ออสังหาฯก็เช่นกัน บ้านหรือคอนโดบางแห่งที่ดูเหมือนราคาไม่แพง อาจทำให้คุณเสียมากกว่าได้ เพราะอยู่ในทำเลที่ต้องเสียค่าเดินทางเยอะ อาจเป็นย่านที่ไม่น่าอยู่  ถ้าต้องการเปลี่ยนมือหรือขายต่อทำกำไรก็ไม่ค่อยได้ราคา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ราคาที่อยู่อาศัยในทำเลดีเลิศจึงไม่เคยตก เพราะมีคนต้องการซื้ออยู่เสมอแม้จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ในขณะที่คอนโดหรือบ้านราคาถูกเหลือขายเกลื่อนตลาด ลดแล้วลดอีกยังไม่มีใครอยากได้

คาถาที่คนฉลาดซื้อต้องท่องไว้ในใจคือ ‘จงซื้อของดีเสมอ’ ซึ่งแน่นอนว่า ของดีย่อมไม่มีราคาถูก แต่การซื้อหรือการลงทุนในของดี จะเป็นการลงทุนที่มีโอกาสในการทำกำไรหรือได้ประโยชน์มากกว่าของเลวๆ เช่นเดียวกับการซื้อหุ้นหรือพันธบัตร ก็ต้องเลือกตัวที่มีอนาคต ไม่ใช่เลือกตัวที่ราคาต่ำ เพราะในสถานการณ์ปกติ ‘ราคา’ จะเป็นตัวบ่งบอก ‘อุปสงค์’ หรือความต้องการซื้อของสิ่งนั้นๆในตลาด ถ้าของไหนไม่มีคนอยากซื้อ ราคาต่ำจนผิดปกติ ถึงจะดูล่อตาล่อใจสำหรับคนชอบซื้อของ SALE แต่ถ้าของนั้นซื้อมาแล้วทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ต่อให้ซื้อมาราคาต่ำแค่ไหน ก็คือ ‘แพง’ ซื้อแล้วอยากจะเขกหัวตัวเองด้วยความเจ็บใจ เพราะบางทีก็ไม่ได้มีใครเขาหลอกให้ซื้อ แต่ซื้อเพราะชอบหลอกตัวเอง ลุ่มหลงในสภาวะของการมี ‘อำนาจซื้อ’ จนถอนตัวไม่ขึ้นนั่นเอง

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับตุลาคม 2558

You may also like...