อิสรภาพทางการเงิน VS. อิสรภาพจากเงิน

money-grows

FINANCIAL FREEDOM VS. MONEY-FREE LIVING

หากจัดอันดับคำพูดยอดฮิตของผู้คนในรอบสิบปีที่ผ่านมานี้ คำว่า ‘อิสรภาพทางการเงิน’ น่าจะเป็นหนึ่งในคำที่ถูกยกมาใช้บ่อยที่สุด เป็นคำที่ฟังแล้วระรื่นหู อ่านดูก็ระรื่นตา เป็นหมุดหมายปลายทางความสำเร็จสำหรับทุกคนที่ปรารถนาความสุขและมั่นคงในชีวิต โดยยึดเอาความมั่นคงทางการเงินเป็นตัวตั้ง

คำถามต่อไปคือ ต้องมีเงินมากสักแค่ไหนจึงจะถือว่ามี อิสรภาพทางการเงิน เพราะแต่ละคนก็มีความจำเป็นในชีวิตไม่เท่ากัน เรื่องนี้มีกูรูการเงินการลงทุนหลายวงการสรุปเอาไว้คล้ายๆกันว่า “คนที่เข้าขั้นมีอิสรภาพทางการเงิน ก็คือคนที่มีสินทรัพย์ชั้นดี สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่ำกว่า 200 เท่าของรายจ่ายเฉลี่ยในแต่ละเดือน

ยกตัวอย่างหยาบๆให้เห็นภาพ ก็คือ ถ้าคุณมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 100,000 บาท และตอนนี้คุณเป็นเจ้าของตึกอพาร์ตเม้นท์ บ้านเช่า ที่ดิน หุ้นปันผล ฯลฯ เป็นสินทรัพย์ที่สามารถทำเงินออกมาตลอด เพื่อให้คุณสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตสบายๆ ไปได้อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 200 เดือน (หรือประมาณ 15-16 ปี) คิดเป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 20,000,000 บาท โดยไม่ต้องกระดิกนิ้วทำงานหาเงินให้ลำบาก และไม่มีการแตะต้องหรือขายสินทรัพย์ทุน คุณก็คือผู้มีอิสรภาพทางการเงิน

การต่อสู้เพื่อสร้างหรือแสวงหา ‘อิสรภาพทางการเงิน’ เป็นสภาวะที่เรายอมรับหรือจำนนต่อความจริงที่ว่า ตัวเราไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้เลยโดยปราศจากเงิน หน้าที่หลักของผู้ที่ปรารถนาอิสรภาพทางการเงินก็คือ ต้องพยายามสร้างสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงอย่างต่อเนื่อง บนความมุ่งหวังว่า เมื่อมีเงินมากพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายต่างๆในชีวิตได้เหลือเฟือจนไม่ต้องหาเพิ่มแล้ว ก็จะสามารถเลือกทำงาน หรือเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ต้องมุ่งเน้นผลตอบแทนในรูปของตัวเงินเป็นหลักอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตดีๆก็จะพบว่า ในระยะสามสี่ปีหลังมานี้ ยังมีอีกคำหนึ่ง หรืออีกแนวคิดหนึ่ง ที่ค่อยๆตีตื้นมาแรงแข่งกับคำว่า ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ซึ่งอาจจะฟังดูคล้ายกัน แต่ต่างกันเป็นขั้วตรงข้ามเลยทีเดียว นั่นคือคำว่า ‘อิสรภาพจากเงิน

แนวคิดใน ‘การเป็นอิสรภาพจากเงิน’ ต่างจากการมี ‘อิสรภาพทางการเงิน’ อย่างสิ้นเชิง เพราะการเป็นอิสระจากเงิน หมายถึงความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่โดยพึ่งพาการใช้เงินตราทุกสกุลให้น้อยที่สุด หรือถ้าไม่ต้องใช้เงินเลยยิ่งดี บนหลักการที่ว่า เมื่อคนเราไม่ต้องใช้เงิน ก็ไม่ต้องตกเป็นทาสของเงิน ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน แต่มุ่งตรงไปที่การแสวงหาความสุขเลย ผู้ที่ยึดถือแนวคิดนี้ คือผู้ที่มีความเห็นหรือความเชื่อมั่นว่า ชีวิตคนเราสามารถเข้าถึงความสุขได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินแลกมา

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ประชากรที่มีอิสรภาพทางการเงิน และประชากรที่มีอิสรภาพจากเงิน ล้วนเป็นคนส่วนน้อยที่สุดบนยอดปิระมิดในทุกสังคม ไม่ว่าในประเทศไหนๆ ก็ล้วนมีแต่คนที่ยังขาดอิสรภาพภาพทางการเงิน และคนที่ไม่สามารถเป็นอิสระจากการใช้เงิน เป็นประชากรส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดของประเทศ

แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ท่ามกลางผู้มีอิสรภาพจำนวนน้อยนิดที่อยู่บนยอดสูงสุดของปิระมิดในสังคมทาสเงินหรือทุนนิยมนั้น เรากลับพบความจริงอันน่าทึ่งว่า คนที่มีอิสรภาพทางการเงินกับคนที่มีอิสรภาพจากเงิน (ซึ่งหมายถึงคนที่ต้องการเงินน้อยมากในการใช้ชีวิตหรือไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย) อาจเป็นคนเดียวกัน หรือเป็นคนกลุ่มเดียวกัน

หนึ่งในผู้นำของอิสรชนทางการเงินกลุ่มนี้ ถ้าเป็นบุคคลระดับโลกที่ใครๆรู้จักดี ก็คือคุณปู่วอเร็น บัฟเฟ็ต ซึ่งนอกจากจะหาเงินได้มากมายมหาศาล แต่กลับใช้เงินเพียงน้อยนิดในการดำรงชีพ

ดังที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า อิสรภาพทางการเงิน ไม่ได้หมายถึงการตัวเลขจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่มาก แต่หมายถึงความสามารถที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องหาเงินเพิ่มเป็นเวลานาน คนที่มีอิสรภาพทางการเงินจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดูรวยในสายตาของคนอื่น แต่เป็นคนที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายเดือนน้อยกว่าผลตอบแทนจากสินทรัพย์อยู่ราว 199 ส่วน

ถ้าคุณเป็นคนที่จำเป็นต้องใช้เงินเฉลี่ยเพียงเดือนละ 1,000 บาท ในขณะที่คุณมีสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนรวมกันได้ไม่น้อยกว่า  200,000 บาท ต่อให้ใครว่าคุณยังจนก็อย่าได้แคร์ เพราะว่ากันตามทฤษฎีแล้ว คนที่มีเงินเดือนเยอะกว่าคุณ ขับรถแพงกว่าคุณ อยู่บ้านหลังใหญ่กว่าคุณ เที่ยวเมืองนอกบ่อยกว่าคุณ อาจจะไม่มีอิสรภาพอย่างที่คุณมี

วิธีที่คนเราจะสร้างอิสรภาพทางการเงิน นอกจากวิธีแรกคือหาทางทำเงินให้ได้มากๆแล้ว วิธีที่สองคือใช้จ่ายให้น้อย และวิธีที่สองนี่เอง ที่เกี่ยวเนื่องกับ ‘การมีอิสรภาพจากเงิน’ ซึ่งบางกระแสอาจจะอยากเรียกวิถีของการมีอิสรภาพจากเงินว่า เป็นวิถีชีวิตแบบ slow life อะไรก็ตาม

แต่นั่นไม่ได้แปลว่า ชีวิตที่เป็นอิสรภาพจากเงินจะต้องเชื่องช้าเฉื่อยแฉะน่าเบื่อ

จุดต่างอยู่ที่…คุณใช้เงินน้อยลง

สมมุติว่าในอนาคต หลังจากที่ใช้ชีวิตบนทางด่วนจนเต็มอิ่มแล้ว คุณบางคนอาจอยากจะผันตัวจากคอนโดเก๋ไก๋ใกล้รถไฟฟ้า ไปหาบ้านอยู่ต่างจังหวัดหรือชานเมือง มีที่ดินทำแปลงผักปลอดสารพิษ มีบ่อปลา มีเล้าไก่ มีสวนสมุนไพรเอาไว้ใช้เป็นยาสามัญประจำบ้าน คุณอาจมีอาชีพที่ไม่ต้องขับรถหรู ไม่ต้องใส่เสื้อเชิ้ต ผูกเน็คไท ใส่สูท ไม่ต้องเสียค่าเช่าหรือค่าผ่อนบ้าน คุณได้อยู่กับธรรมชาติที่ร่มรื่น มีต้นไม้ให้ร่มเงา กลางวันไม่ร้อนจัด กลางคืนลมพัดเย็นสบายไม่ต้องเปิดแอร์นอน รอบบ้านของคุณมีพื้นที่สีเขียวเอาไว้ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรงสมบูรณ์เสมอโดยไม่ต้องเข้าฟิตเนส ไม่เจ็บไม่ป่วย จึงไม่ต้องเสียค่าหมอ ไม่ต้องซื้อประกันสุขภาพ คุณได้อยู่พร้อมหน้าใกล้ชิดกับคนที่คุณรัก คุณไม่เหงา ไม่ต้องออกไปเดินห้างช้อปปิ้งแก้เซ็งในวันหยุด ไม่ต้องออกไปกินข้าวนอกบ้าน เพราะที่บ้านคุณมีของดีๆ ให้กินตลอดโดยไม่ต้องซื้อ คุณดูแลทุกซอกทุกมุมในบ้านของคุณให้สวยสะอาด น่าอยู่ น่าพักผ่อน ทำให้ความสุขของการอยู่บ้านเทียบเท่ากับการไปพักรีสอร์ทห้าดาวที่คุณเคยต้องจ่ายแพงๆ คุณมีที่ทางสบายๆเอาไว้สังสรรค์ปาร์ตี้กับมิตรสหาย ไม่ต้องขับรถออกไปกินเหล้าเข้าผับ ไม่ต้องเสี่ยงกับเจอด่านเรียกเป่า ฯลฯ

แม้จะเป็นการคิดเล่นๆ และอาจเป็นชีวิตในฝันของคนจำนวนไม่น้อย ตรงกันข้ามกับอีกหลายคนที่ไม่ชอบวิถีแบบนี้คงรู้สึกสยองขนหัวลุก แต่ที่แน่ๆคือ ชีวิตที่ ‘มีอิสรภาพจากเงิน’ แทบไม่ต้องใช้เงินอย่างที่ยกตัวอย่างมานี้ ย่อมจะทำให้ค่าใช้จ่ายเดิมๆ ในชีวิตที่คุณอาจเคยมีภาระต้องหาเงินจ่ายให้ได้เดือนละแสน ลดเหลือเพียงเดือนละหมื่นสองหมื่น และถ้าคุณมีสินทรัพย์ที่ทำสามารถเงินเผื่อไว้ได้เดือนละแสนอย่างเก่า เป็นระยะเวลา 200 เดือนตามสูตรของ ‘อิสรภาพทางการเงิน’ คุณก็จัดเป็นคนที่อยู่เหนือทุกอิสรภาพ และไม่น่าจะเหลืออะไรในชีวิตให้ห่วงเกี่ยวกับเงินทองอีกต่อไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตที่เป็นอิสระจากการใช้เงิน จะเป็นชีวิตที่ปลอดภาระ เพราะถึงคุณจะไม่ต้องหาเงินมาจ่ายค่าไฟ เพื่อเปิดแอร์นอนให้เย็นสบาย แต่คุณก็ต้องแลกด้วยการลงแรงปลูก ดูแลต้นไม้ ทำให้บ้านร่มรื่น ซึ่งถ้าคุณไม่ชอบลงแรง หรือไม่ชอบชีวิตแบบนี้ คุณก็ต้องจ้างคนอื่นมาช่วยทำแทน ท้ายที่สุด คุณก็ต้องหาเงินมาซื้อความสุข

การมีอิสรภาพจากเงิน ในยุคที่โลกหมุนได้ด้วยเงินนี้ จึงเป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสูง ที่ต้องเรียนรู้มากกว่า การมีอิสรภาพทางการเงิน เพราะโลกได้เปลี่ยนไป จนถึงจุดที่คนเราไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากเงิน ตั้งแต่เกิดจนตาย ถึงใครจะบอกว่า ตายแล้วเอาเงินไปไม่ได้ แต่ถึงตอนตายคุณก็ยังต้องใช้เงิน

ลองคิดดูว่า ต่อให้คุณซื้อที่ดินขุดหลุมไว้พร้อมสรรพที่หลังบ้าน สำหรับกระโดดลงไปตอนใกล้ตาย คุณก็คงต้องจ้างใครสักคนมาช่วยฝังกลบอยู่ดี เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเตรียมสมัครเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนแพทย์เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิต ก็อาจทำให้ความฝันที่จะมีอิสรภาพจากเงินของคุณ เป็นจริงได้ในที่สุด และสิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ไม่ว่าจะเป็นอิสรภาพทางการเงิน หรืออิสรภาพจากเงิน ก็ล้วนต้องแลกมาด้วยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญชาญฉลาดกว่ามวลมนุษยชาติทั่วไปทั้งสิ้น

ผู้มีอิสรภาพ จึงเป็นชนกลุ่มน้อยของโลกใบนี้เสมอ

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับกรกฎาคม 2558

You may also like...