คาดเข็มขัดนิรภัย ใส่ร่มชูชีพ

money-grows

ความกังวลที่ว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะไม่รุ่งโรจน์โชติช่วงนักในเร็วๆนี้ สวนทางกับความคาดหวังในอดีตที่เคยเชื่อกันว่า ไทยจะเป็นมหาอำนาจแห่งอาเซียนเมื่อ AEC เปิดเต็มที่ ด้วยความพร้อมสมบูรณ์ของปัจจัยต่างๆในประเทศเราเหนือชั้นกว่าเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะทำเลที่ตั้ง ทรัพยากรทางธรรมชาติ รูปแบบการปกครองและบรรยากาศทางการเมืองที่เคยเอื้อต่อการลงทุน ความเจริญด้านสาธารณูปโภค ประกอบกับนิสัยใจคอของคนไทย ที่มีอัธยาศัยไมตรีเป็นเลิศ

เมื่อสถานการณ์พลิกผัน สิ่งที่เกิดตามมา แม้จะไม่ใช่วิกฤตที่มองเห็นทันทีด้วยตาเปล่า แต่ก็เป็นสภาวะที่คนค้าขายหรือนักลงทุนรายเล็กรายใหญ่หวาดหวั่น บรรยากาศทางธุรกิจการค้าที่สลบซบเซา กำลังซื้อน้อย สภาพคล่องในระบบหายไปส่วนหนึ่งทำให้เกิดภาวะ ‘เงินฝืด’ บางธุรกิจเดินหน้าต่อไม่ได้ ผลประกอบการไม่ดี สูญเสียความสามารถในการชำระหนี้ จะกู้เพิ่มมาแก้วิกฤตก็ลำบาก จะขยายธุรกิจก็ไม่ได้เพราะยังไม่เห็นอนาคต ธนาคารก็อาจจะไม่กล้าให้กู้ง่ายๆ

ใครเคยเรียนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นคงจะเคยท่องกันมาแบบงงๆว่า ‘ภาวะเงินฝืด’ หมายถึง การที่ปริมาณเงินหมุนเวียนมีไม่เพียงพอต่อขนาดของระบบเศรษฐกิจ อธิบายแบบบ้านๆก็คือ มีของเหลือขายบานเบอะ แต่คนไม่มีปัญญาซื้อ อาจเป็นเพราะเงินไม่พอใช้ หรืออาจเป็นเพราะผลิตของออกมามากเกินกำลังซื้อ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการที่เงินต่างชาติบางสกุลเกิดอ่อนค่าลงอย่างหนัก เช่น กรณีเงินรูเบิลรัสเซียอ่อนค่า เพราะถูกยุโรปและอเมริการวมหัวกันคว่ำบาตร

การที่เงินรัสเซียอ่อนค่า ไม่ได้ซวยแค่คนรัสเซียแต่ลามมาถึงคนไทย เพราะคนรัสเซียเป็นลูกค้ารายใหญ่ของตลาดท่องเที่ยวของเรา รวมไปถึงอสังหาริมทรัพย์ตามเมืองตากอากาศที่คนรัสเซียนิยมมาเที่ยว และมาจับจองซื้อไว้ผ่านนอมินีบ้าง ผ่านเมียที่เป็นคนไทยบ้าง เมื่อคนรัสเซียทรัพย์เงินหด คนไทยที่ค้าขายกับรัสเซียก็เหี่ยว ทุกข์เพราะ ‘เงินฝืด’ กันถ้วนหน้า ตั้งแต่สาวในบาร์อะโกโก้จนถึงเจ้าของโรงแรมหรูและเจ้าของธุรกิจอสังหา ใครไปเที่ยวภูเก็ต พัทยา ช่วงนี้จะเห็นป้ายประกาศขายบ้านขายคอนโดในราคา ‘ขายทิ้ง’ เกลื่อนเมือง

ในขณะเดียวกันกับที่เงินฝืด ก็ยังเกิด ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ มาให้ซวยซ้ำซวยซ้อนต่อไปอีก เพราะราคาสินค้าและบริการที่ผู้คนต้องกินต้องใช้ สินค้าทุนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาเพิ่มขึ้น ทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้นจริง และจากปัญหาค่าเงินบาทอ่อนตัวเมื่อแลกกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ผลิตต้องซื้อสินค้าทุนจากต่างประเทศด้วยเงินที่มากกว่าเดิม แต่ยอดขายกลับเท่าเดิมหรือลดลง เพราะกำลังซื้อจากต่างประเทศหดลง ทั้งจากผลกระทบของสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก และจากการถูกกีดกันทางการค้าจากประเทศมหาอำนาจ เช่น สหภาพยุโรปหรือ EU ที่จ้องเชือดในเรื่องการส่งออกอาหารทะเลจากไทย หรืออเมริกาที่ตั้งแง่กับปัญหาการเมืองไทยและโจมตีเศรษฐกิจไทยไปพร้อมๆกัน ทั้งในตลาดการค้า และในตลาดทุน ตลาดเงิน

สภาวะ ‘เงินฝืด’ กับ ‘เงินเฟ้อ’ ที่เกิดพร้อมๆกันนั้นน่ากลัว แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ปัญหาเงินฝืด โดยการลดดอกเบี้ย เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องในระบบ ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เพื่อหวังกระตุ้นการจับจ่าย และการลงทุน แต่กำลังซื้อในประเทศก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ราคาข้าวของก็ยิ่งแพงขึ้นไปเรื่อยๆแทบจะไม่มีเพดาน แต่เมื่อคำนวณยอดขายแล้วปรากฏว่ายอดตกลงจากเดิมมาก บางธุรกิจก็ขาดทุน

นอกจากนี้ การลดกำลังการผลิตของบริษัทข้ามชาติที่มาตั้งสาขาหรือโรงงานในประเทศไทย จากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นบริษัทแม่ และจากการความต้องการลดต้นทุนการผลิต ย้ายไปลงทุนในประเทศอื่นที่ค่าแรงถูกกว่า ก็ทำให้ตัวเลขการว่างงานในประเทศยิ่งสูงขึ้น ยังไม่พูดถึงแรงงานต่างด้าวที่ตบเท้าเข้ามาแย่งงานคนไทย ตั้งแต่กรรมกรไปจนถึงระดับบริหาร ทำให้การหางานทำ และการหารายได้ของคนไทยจำนวนมากยิ่งทวีความยากเย็นยิ่งขึ้นไปอีก

การเปิดเสรีทางการค้าทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานมีมากขึ้น แต่ไม่แน่ว่าคนไทยจะสามารถย้ายตัวเองออกไปหากินต่างชาติได้มากแค่ไหน เพราะอุปสรรคที่เป็นก้างชิ้นใหญ่ในการแข่งขันของแรงงานไทยคือภาษาสากล

อนาคตที่อาจได้เห็นเร็วๆนี้คือ ตลาดงานในประเทศจะมีการแข่งขันดุเดือดยิ่งกว่าเดิม ตำแหน่งผู้จัดการน้อยๆในบริษัทเล็กๆ อาจมีทั้งคนไทย ฝรั่ง และเพื่อนบ้านในอาเซียนมาเข้าคิวสมัครแข่งขัน ต่างกับสมัยก่อนที่จะมีการจ้างชาวต่างชาติเฉพาะในองค์กรข้ามชาติระดับใหญ่ๆโตๆหรือธุรกิจที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศเท่านั้น

ถ้าปรับตัวไม่ทัน คนไทยจะตกงานเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการจะมีตัวเลือกมากขึ้น และมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการจ้างงาน ซึ่งหมายถึงว่า คนที่สมบูรณ์ที่สุด เก่งที่สุด ขยันที่สุดเท่านั้น จึงจะเป็นตัวเลือกแรกๆ คนไม่เก่ง คนขี้เกียจ คนไม่แข็งแรง และคนแก่ จะถูกคัดออกจากตลาดแรงงานเร็วขึ้น

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ การจ้างงานของธุรกิจในยุคนี้มีแนวโน้มที่จะให้คนเกษียณอายุเร็วขึ้น จากเดิม 60 ปี มาเป็น 55 ปี ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ก็มีแนวโน้มที่จะดึงคนให้อยู่ในระบบการศึกษานานยิ่งขึ้น จากเดิมที่ความรู้ปริญญาตรีก็ดูจะเพียงพอสำหรับการทำงาน แต่คนจบปริญญาตรีปัจจุบันจะถูกกระตุ้นให้เรียนต่อปริญญาโท หรือเรียนโน่นนี่ไปอีกมากมายเพื่อให้ปีนบันไดการแข่งขันให้สูงขึ้นอีก เนื่องจากสถานศึกษาก็เป็นธุรกิจที่ต้องการกำไร ทำให้ช่วงเวลาในการทำงานหาเงินอย่างจริงจังของคนรุ่นใหม่หดสั้นลงกว่าคนยุคเก่า

สวนทางกับความเป็นจริงที่ว่า คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าคนสมัยก่อน

สมมุติว่าคนสมัยก่อนทำงานตั้งแต่จบปริญญาตรีอายุ 20 ปี เกษียณตอน 60 ปี ตายตอนอายุ 75 ปี ช่วงที่ไม่มีงานทำ แต่ต้องใช้เงินมีระยะเวลาแค่ 15 ปี มีระยะเวลาหาเงิน 40 ปี

แต่คนสมัยนี้ที่เริ่มทำงานเก็บเงินจริงจัง หลังจบปริญญาโทจะมีอายุราว 25 ปี ถูกบีบให้เกษียณตอน 55 ปี ถ้าตายตอนอายุ 85 ปี  ช่วงที่ไม่มีงานทำแต่ต้องใช้เงินก็จะมีระยะเวลานานถึง 30 ปี แต่ดันมีระยะเวลาหาเงินแค่ 30 ปี !!

สิ่งที่ต้องคิดให้ดีและถามตัวเองให้ชัวร์ๆคือ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มทำงานหาเงินจริงจังตอนอายุ 25 และต้องเกษียณหรือตกงานตอนอายุ 55 คุณจะต้องทำงานหาเงิน เก็บเงิน และลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากแค่ไหน จึงจะพอใช้สำหรับระยะเวลาอีก 30 ปีที่คุณตกงาน และเป็น 30 ปีที่ค่าเงินจะเฟ้อขึ้นไปเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายทั้งหลายในชีวิต โดยเฉพาะรักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งจากความเสื่อมตามอายุขัยและจากโรคภัยไข้เจ็บ

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกกังวล และมีคำถามว่า ถ้าปัจจุบันเราเหลือเวลาทำงานแค่ 30 ปี แต่ต้องใช้เงินทั้งในปัจจุบันและอนาคตรวมกัน 60 ปี จะต้องทำอย่างไร คำตอบง่ายที่สุดแบบกำปั้นทุบดินก็คือ พยายามหาเงินให้ได้อย่างน้อย 2 เท่าของค่าใช้จ่ายปัจจุบันในแต่ละเดือนเสมอ แล้วนำเงินครึ่งหนึ่งที่หาได้ (สำหรับใช้ในอนาคต) มาออมและลงทุนให้ได้ผลตอบแทนขั้นต่ำมากกว่าเงินเฟ้อในแต่ละปี

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตอนอายุ 25 ปี คุณต้องใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาท ก็ควรหาเงินให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 30,000 บาท จะได้หักไว้ออมและลงทุนครึ่งนึง ถ้าตอนอายุ 35 ปี ต้องใช้เดือนละ 35,000 บาท ก็ต้องหารายได้เดือนละ 70,000 บาท ตอนอายุ 45 ปี ต้องใช้เดือนละ 100,000 บาท ก็ควรมีรายได้เดือนละ 200,000 บาท ถ้าคุณสามารถหารายได้และมีเงินเก็บตามสูตรนี้ ต่อให้ลงทุนไม่เก่ง ฝากธนาคารอย่างเดียว และอาจโดนเงินเฟ้อกัดกินไปบ้าง ก็ยังมีโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไม่ทุกข์เกินไปนัก และยิ่งถ้ามีการลงทุนสู้เงินเฟ้อเข้ามาเสริมด้วย ก็จะยิ่งทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

อันที่จริง การเตรียมการทำนองนี้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนควรคิด ไม่ต้องรอให้เศรษฐกิจเป็นขาลงแล้วค่อยมาสะดุ้ง แต่ก็นั่นแหละ การรัดเข็มขัดหรือป้องกันตัวเป็นพิเศษ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่มีใครใส่ใจคิดถึงในยามที่เศรษฐกิจดี ดุจเดียวกับที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจจะพกร่มในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส หรือไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัย ใส่ร่มชูชีพ ในยามที่เครื่องบินยังไม่ทำท่าจะตก ทั้งที่การระวังภัยทางการเงินเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น…หากจะว่าไป การได้ลิ้มรสกับความกลัวช่วงเศรษฐกิจขาลงบ้าง ก็เป็นกระตุ้นภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดีในอนาคตได้ไม่เลวเหมือนกัน

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับมิถุนายน 2558

You may also like...