บางเวลาในชีวิต ที่ต้องคิดก่อนใช้

money-grows

ในแต่ละช่วงชีวิตหรือช่วงวัยของคนเรา คงมีไม่บ่อยนักที่เราควรจะต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ก่อนที่เดินทางเข้าสู่ช่วงเวลานั้นจริงๆ ต่างกับบางช่วงที่ใช้ชีวิตสบายๆไม่ต้องคิดอะไรมาก

ชีวิตวัยเด็กของคนส่วนใหญ่ เต็มไปด้วยกำลังกายกำลังใจ แวดล้อมไปด้วยความรัก ความเอาใจใส่ช่วยเหลือจากคนที่เรารัก พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ เราจึงไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะมีคนพร้อมจะคิดแทน แก้ปัญหาแทนเราอยู่รอบตัวเต็มไปหมด จนบางทีถึงกับทำให้เราอึดอัด

ช่วงวัยรุ่น ถ้าเป็นสังคมไทย เราก็ยังไม่มีภาระอะไรมากนัก เพราะคนไทยเลี้ยงลูกนานกว่าฝรั่ง เด็กวัยรุ่นไทยส่วนมากจึงคิดแต่เรื่องเรียน เรื่องเพื่อนฝูง เรื่องแฟน เป็นช่วงที่ยังสนุกสนาน ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องดูแลใคร แม้แต่ตัวเอง

พอเข้าสู่วัยหนุ่มสาว เรียนจบมีงานมีการทำ บางบ้านคนไทยพ่อแม่อาจจะยังเลี้ยงลูกอยู่ บางบ้านอาจจะเลิกเลี้ยงแล้ว แต่ก็ยังไม่หวังจะพึ่งพาอะไรลูกมาก หวังแค่ลูกพึ่งตัวเองได้ไม่ต้องกลับมาขอเงินที่บ้านก็หรูแล้ว พอลูกวัยทำงานทั้งหลายเริ่มจะตั้งตัว โฟกัสของการสร้างเนื้อสร้างตัวก็มักไปที่การหาเงินมาดูแลชีวิตตัวเอง

คนที่มีแฟนมีคู่จริงจังก็มุ่งไปสู่การสร้างตัวเพื่อตั้งครอบครัวใหม่ ส่วนคนที่มีแฟนแต่ไม่จริงจังมาก โดยเฉพาะกลุ่มเพศที่สาม ซึ่งไม่ได้มีเงื่อนไขทางสังคมมาบังคับว่าจะต้องอยู่กินเป็นคู่สร้างครอบครัวดูแลกันไปจนแก่เฒ่า ก็จะเน้นมาที่การบำรุงบำเรอชีวิตตัวเอง เริ่มเก็บเงินเก็บทอง สร้างฐานะให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง คนที่เก็บเงินเก่งก็จะเริ่มมีทรัพย์สินต่างๆเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการสร้างตัว

ลองสังเกตดีๆจะพบว่า ชีวิตในช่วงวัยหนุ่มสาวนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 เฟส ถ้าคิดว่าเป็นช่วงระหว่าง 20-40 ปี ช่วงต้นก็คือ 10 ปีแรกของการทำงาน อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ซึ่งคนส่วนมากอาจเลือกเป็นพนักงานหรือลูกจ้างในหน่วยงานต่างๆ หาประสบการณ์ หาเงิน หาโอกาส คนส่วนน้อยอาจเลือกทำธุรกิจของตัวเอง บางคนอาจช่วยธุรกิจที่บ้าน

เมื่อชีวิตแตะขอบของเฟสแรกที่เลข 30 คนส่วนมากก็จะหยุดมองดูตัวเองเสียทีหนึ่ง และมองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่ผ่านมาว่า เป็นหนทางที่ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าใช่ก็เดินต่อ ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยน

ช่วงที่สองจะสั้นกว่าช่วงแรก คืออายุระหว่าง 30-35 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงตัดสินแล้วว่า ทางที่เราเลือกเดินนั้นจะนำไปสู่ความสำเร็จได้หรือไม่ ความรู้สึกและผลลัพธ์ของอาชีพการงานที่เราทำอยู่ ณ วัย 35 มักเป็นตัวบอกว่า เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือเปล่า เราจึงเห็นคนในวัยนี้ เปลี่ยนงานบ่อยกว่าคนวัยอื่น มีทั้งเปลี่ยนเพื่อไปเป็นหัวหน้าในระดับเงินเดือนที่สูงกว่า หรือเปลี่ยนมาทำธุรกิจของตัวเอง เพราะความรู้และประสบการณ์พร้อม

สถานะทางการเงิน และนิสัยการจัดการการเงินส่วนบุคคลของคนส่วนมากในช่วงวัย 35 จะเป็นตัวทำนายได้ระดับหนึ่งว่า เขาหรือเธอเหล่านั้นจะมีความมั่นคงทางการเงินระดับไหนในอนาคต ไปจนถึงยามแก่เฒ่า

คนวัย 35 บางคนที่จัดการการเงินได้ดี อาจมีสิ่งที่สังคมเรียกว่า ‘ความมั่นคง’ ครบสมบูรณ์แล้ว คือไม่ต้องแบกภาระหนี้สิน เช่น มีบ้าน มีรถ ที่ผ่อนหมดแล้ว มีเงินเก็บออมเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน มีเงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ และบางคนที่เก่งมากๆ อาจเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า PASSIVE INCOME บ้างแล้วในวัยนี้ มีผลประโยชน์จากการใช้เงินทำงานในรูปแบบต่างๆ ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น มีเงินปันผลจากหุ้น กองทุน หรือค่าเช่าอสังหาที่ซื้อไว้เพื่อการลงทุน ฯลฯ คนพวกนี้มีแนวโน้มที่จะ ‘ปลอดภัย’ ทางการเงินในระยะยาว มากกว่าคนวัยเดียวกันที่ยังจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

ความหมายของการจัดการการเงินได้ดี ไม่ได้หมายถึงต้องมีรายได้เยอะ แต่หมายถึงสามารถทำให้ตัวเองมีเงินเหลือเก็บเยอะ มีรายรับมากกว่ารายจ่ายหลายๆเท่า มีสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ให้เงินทำงานแทน คนที่มีรายได้มากบางคนอาจไม่มีความมั่นคงเลยก็ได้ หากไม่มีวิถีการจัดการทางการเงินที่ดี บางคนเคยมีรายได้เดือนละสามหมื่น ใช้จ่ายเดือนละสองหมื่น มีเงินเก็บเดือนละหมื่น พอตำแหน่งสูงขึ้น มีรายได้เดือนละแสน แต่กลับมีรายจ่ายเดือนละแสนสอง มีหนี้เดือนละสองหมื่น แม้ภาพชีวิตตอนเงินเดือนเยอะจะดูโก้หรูดี แต่ก็ลองคิดดูกันเองเองแล้วกันว่า ชีวิตช่วงไหนจะเครียดกว่ากัน

คนอายุ 35 อาจมีหน้าที่ต้องดูแลพ่อแม่ญาติพี่น้อง และหน้าที่ดูแลอนาคตของตัวเองที่จะต้องคิดเผื่อไว้ถึง 3 รูปแบบ คือ แบบอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต แบบที่มีครอบครัว มีคู่แต่ไม่ลูก  และการมีครอบครัวแบบจัดเต็ม ต้องมีลูกเต้าให้ดูแลส่งเสีย ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยที่ต้องคิดหนัก แบกภาระหนัก มีเรื่องยากๆให้ต้องตัดสินใจ และเรื่องบางเรื่องก็ตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ เช่นเรื่องการมีครอบครัว มีลูก การเลี้ยงเด็กหนึ่งคนตั้งแต่อนุบาลไปจนจบมหาวิทยาลัยตามประสาคนชั้นกลาง ใช้เวลาประมาณ 20 ปี มีต้นทุนเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ล้านไปจนถึง 20 ล้านบาท และบางคนอาจจะต้องจ่ายมากกว่านั้น ถ้าเรียนนานาชาติ หรือไปเมืองนอก คำว่ามีลูกหนึ่งคนจนไปสิบปีหรือยี่สิบปี ไม่ใช่คำพูดที่เกินเลย

สมมุติว่าคุณอายุ 35 มีลูกสองคนเป็นแฝด คุณต้องเลี้ยงเด็กสองคนด้วยเงินเฉลี่ยเดือนละ 40,000 บาท ปีละ 480,000 บาท ระยะเวลา 20 ปี คุณก็ต้องหาเงินได้ประมาณ 10,000,000 บาท เพื่อลูก บางคนอาจจะเลี้ยงลูกไปหาเงินไปเหมือนผ่อนรถ บางคนอาจรวบรวมเงินให้ได้ครบ 10 ล้านก่อนแล้วค่อยคิดจะมีลูก ก็ลองเลือกดูว่า คุณจะชอบแบบไหน

แต่ปัญหาที่คนส่วนมากลืมคิด หรือไม่อยากคิดคือ สำหรับคนที่ชอบเลี้ยงลูกแบบผ่อนหรือซื้อของแบบผ่อน ก็คือ ถ้าเกิดคุณตกงาน หรือเกิดเหตุร้ายอะไรทำให้หาเงินมาผ่อนต่อไม่ได้ จะทำอย่างไร ถ้าคุณขาดส่งบ้านส่งรถ อย่างแย่ที่สุดก็คือโดนยึดของ โดนฟ้องล้มละลาย แต่ถ้าคุณไม่มีเงินเลี้ยงลูก สิ่งที่แย่ที่สุดคืออะไร ใครเคยจินตนาการถึงสิ่งนี้บ้าง

พูดมาถึงตรงนี้….คนไม่มีลูกก็ยิ้ม สบายไป

ใครว่าวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ วัย 35 เป็นยิ่งกว่าหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ไม่รู้จะเรียกว่าหัวอะไร เพราะมีอะไรต่อมิอะไรให้ต้องคิดเต็มไปหมด

พอมาถึงช่วงที่สาม คือช่วงปลายของวัยหนุ่มสาว ระหว่าง 35-40 ปี ถึงสมัยนี้คนจะแก่ช้าลงกว่าแต่ก่อน คนอายุ 40 ก็อาจดูดีเหมือนคนอายุ 28 ได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือสภาพความรู้สึกนึกคิดต่อตนเอง ต่อผู้อื่น จะเปลี่ยนไป และแตกต่างกว่าคนในวัยยี่สิบกว่าๆอย่างชัดเจน คนไหนที่อายุ 40 แล้วยังคิดอะไรได้เท่าคนอายุ 20 กว่าๆ นั้นอาจเข้าข่าย ‘บุคคลมีปัญหา’ แล้วก็ได้ แต่ตัวเองอาจจะไม่รู้

ณ เฟสที่สุดท้ายของวัยหนุ่มสาว หน้าที่การงาน สถานะทางสังคม สถานะทางเศรษฐกิจในช่วงนี้จะเป็นตัวตัดสินชัดๆแล้วว่า ‘ใครเป็นใคร’ ถ้าตัดสินด้วยทัศนะหยาบๆก็คือเป็นช่วงที่บอกว่า ชีวิตที่ผ่านมานั้น ‘สำเร็จหรือไม่สำเร็จ’ โดยวัดจากสถานะทางสังคมและสถานะทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

ในเรื่องหน้าที่การงาน ถ้าใครเลือกเป็นลูกจ้าง รุ่นนี้ก็น่าจะเป็นระดับหัวหน้า ถ้าเลือกทำธุรกิจของตัวเอง ก็น่าจะเป็นช่วงที่เลยจุดคุ้มทุนแล้ว รอเก็บเกี่ยวผลกำไร ในเรื่องความมั่นคงทางการเงิน ถ้าถึงวัยนี้ยังต้องหาเช้ากินค่ำ ตำข้าวสารกรอกหม้อไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินลงทุน แถมยังมีหนี้สิน สังคมก็มองว่าคุณล้มเหลว

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ คนวัยสี่สิบที่สังคมมองว่า ‘สำเร็จ’ เช่น มีหน้าที่การงานดี มีเงินมีทองเยอะๆ มีครอบครัวที่สวยงาม มักได้รับการยกย่องว่า ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว แต่คนวัยสี่สิบที่ ‘ไม่สำเร็จ’ มักดูแก่

ถ้าคิดว่าที่ผ่านมา ‘ไม่สำเร็จ’ การเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากนี้อาจจะดูไม่เก๋สักเท่าไหร่ในสายตาคนรอบข้าง ซึ่งถ้าคุณไม่แคร์ก็ไม่เป็นไร เพราะเจ้าของ KFC หรือ เสี่ยตัน อิชิตัน ก็มาได้ดี เอาตอนเริ่มจะแก่หรือแก่ไปแล้วนี่เหมือนกัน แต่ขอบอกว่า นั่นคือหนึ่งในล้าน

คนหลังวัย 40 จนถึง 59 แม้จะยังสวยยังหล่อแค่ไหน ก็จะได้รับเกียรติให้เป็น ‘วัยกลางคน’ ส่วนช่วงหลังจากวัยกลางคนไปจนถึงตาย คือ ‘วัยชรา’ ถ้าคุณอยากใช้สองช่วงสุดท้ายของชีวิตให้มีความสุขประดุจการเฉลิมฉลอง คุณต้องคิดก่อนใช้ และคิดล่วงหน้าก่อนยาวๆ ชีวิตที่ใช้แบบสบายๆ ‘ไม่คิดมาก’ ในวัยทำงาน อาจนำมาสู่บั้นปลายที่ต้อง ‘คิดหนัก’

ก็อย่างที่รู้ๆกันนั่นแหละว่า เงินไม่ใช่ความสุขของชีวิต แต่ชีวิตที่ไม่มีเงิน ย่อมหาความสุขได้ยาก

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับเมษายน 2558

You may also like...