สมบัติผลัดกันชม…อยากรวย อย่ายึดติด

money-grows

ถึงใครจะค่อนขอดว่า คนรวยหรือคนอยากรวยเป็นพวกกิเลสหนา กอบโกยเอาไว้มาก ก่อนรวยคงจะเคยเอารัดเปรียบคนอื่นมาเยอะ ความรวยคล้ายๆจะเป็นบาปอย่างหนึ่ง ถึงขนาดในศาสนาคริสต์มีเขียนไว้ในคัมภีร์ว่า คนรวยจะเข้าแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก ให้อูฐลอดรูเข็มก็ยังง่ายกว่าให้คนรวยเข้าแผ่นดินของพระเจ้าส่วนในศาสนาพุทธนั้น แม้พระพุทธเจ้าจะไม่ปฏิเสธคนรวย แต่ก็มีแนวทางที่คล้ายๆกันกับคำสอนในศาสนาคริสต์และศาสนาอื่นๆก็คือ ให้ลดละความละโมบ ความอยากได้ใคร่มี ให้ปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับวัตถุหรือทรัพย์สินเงินทอง ไม่ยึดมั่นว่าอะไรเป็นของเราแม้แต่ตัวตนเนื้อหนังมังสาของเราเอง ซึ่งแนวคิดทั้งหลายที่ว่ามานี้ ฟังเผินๆก็น่าจะเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับแนวทางสู่ความมั่งคั่ง แต่กลับตรงกันข้าม เพราะความสามารถที่จะควบคุมสติไม่ให้โลภ และไม่ยึดติดกับความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอะไรเลยต่างหาก ที่ทำให้คนรวยและรวยยิ่งๆขึ้นไปอีก

เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนก็คือ ความโลภและความยึดติด ในเรื่องของความโลภนั้นไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก เพราะเมื่อโลภแล้วทำให้ขาดสติ แต่ที่มักมองข้ามกันไปก็คือ ความยึดติดหรือความรักใคร่ผูกพันในวัตถุสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทต่างๆ หรือแม้แต่เงินทอง อันเป็นความยึดติดระดับจิตใต้สำนึก ที่ทำให้เผลอคิดไปว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ที่เราถือครองอยู่ เป็นสมบัติเฉพาะของเราคนเดียว แทนที่จะมองว่า สินทรัพย์ทั้งหลายเป็นเพียงเครื่องมือในการแลกเปลี่ยน หรือเพื่อลงทุนในสิ่งที่ได้ผลตอบแทนมากกว่า ก็ดันไปลุ่มหลงรักใคร่ผูกพัน ทำให้ ‘คุณค่าสมมุติ’ ขยายตัวบานปลายเกินสมควรแทนที่จะพิจารณาถึง ‘มูลค่าที่แท้จริง’ เช่น ที่ดิน บ้าน ของสะสมราคาแพง หรือแม้แต่หุ้นบางตัวที่ถือไปนานๆ บางทีไม่มีกำไรอะไรมากมาย แถมยังขาดทุนด้วยซ้ำ แต่ไม่กล้าขายทิ้งตัดขาดทุน เพราะเกิดรู้สึกผูกพันกับมัน เหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตจิตใจ รวมไปถึงนิสัยที่ชอบปรุงแต่งว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของรัก หรือเป็นมรดกตกทอด ทั้งที่ทุกสิ่งในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของใครจีรังยั่งยืน เป็นเพียงสมบัติผลัดกันชมที่อาจจะต้องเปลี่ยนมือไปเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่าหรือมีประโยชน์มากกว่าเข้ามาแทน

การเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ไม่ยึดติด ไม่จำเป็นต้องไปนั่งกรรมฐานหรือเดินธุดงค์ที่ไหนให้ปวดขา แม้ว่าเซียนหุ้นขั้นเทพและเศรษฐีหมื่นล้านหลายคนจะนิยมไปเปิดสมองหรือเบิกเนตรที่วัดกับหลวงพ่อต่างๆ เพื่อให้เห็นช่องทางรวยชัดเจนขึ้น แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเรา นั่งกินกาแฟไปคิดเองไปก็พอทำได้ โดยมีข้อพิจารณาง่ายๆ ดังนี้

สิ่งที่ควรปล่อย – คนเราแต่ละคนจะมีความยึดติดกับสิ่งต่างๆกันไป บางคนเสียดายของไม่เสียดายเงิน คนบางคนเสียดายเงินแต่ไม่เสียดายเวลา บางคนเสียดายเวลาแต่ไม่เสียดายของ บางคนยึดติดกับชื่อเสียง อำนาจ บางคนชอบสิ่งสวยงาม ความยึดติด ในทางศาสนาถือเป็นกิเลส ส่วนในทางการตลาด ความยึดติด ลุ่มหลง ความอยากได้ เป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจซื้อ  เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนราคาสินทรัพย์ได้รวดเร็วกว่าเหตุผลหรือความจำเป็นที่จะต้องซื้อหรือลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเพชร ทอง ตึกแถว หรือแม้แต่การขายตัว ขายแรงงาน ฯลฯ ดังนั้น สิ่งที่ควรปล่อยก็คือ (1) ทุกสิ่งที่ไม่มีผลต่อความสุขหรือทุกข์จริงๆ ในชีวิตเรา แต่มีมูลค่าสำหรับการลงทุน ปล่อยแล้วได้กำไรมากกว่าเก็บไว้เฉยๆ ซึ่งอาจไม่ได้ประโยชน์เลย หรืออาจต้องเสียประโยชน์ เช่น ‘พจมาน’ ตัดสินใจขาย ‘บ้านทรายทอง’ ให้นายทุนเอาที่ดินไปทำคอนโด เพราะขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินซ่อมบ้านหลังใหญ่เกินไปที่เก่ามากแล้วและไม่มีใครอยู่ ทำนองเดียวกับผู้ชายขายแหวนแต่งงานเพื่อเอาเงินไปรักษามะเร็งให้เมีย (ในกรณีที่คุณไม่อยากให้เธอตายๆไปซะ) คุณค่าของแหวนแต่งงานซึ่งเป็นวัตถุย่อมเทียบไม่ได้กับชีวิตคน เมื่อมันเปลี่ยนเป็นเงินมายื้อชีวิตได้ ก็ควรปล่อยแหวนมากกว่าปล่อยให้เมียตาย    (2) ทุกสิ่งที่มีคนอยากได้ +ในเวลาที่คนอยากซื้อ เพราะถ้าเป็นของที่ไม่มีใครอยากซื้อ ก็ปล่อยลำบาก ‘การปล่อยขายทิ้ง’ กับ ‘การปล่อยขายทำกำไร’ ต่างกันตรงที่ การขายทิ้งนั้นขายเมื่ออยากขายหรือจำเป็นต้องขาย แต่การขายทำกำไรนั้นคือการขายเมื่อได้ราคาดี  หากคุณมีสินทรัพย์อะไรที่มีคนมาตื๊อขอซื้อตลอดแต่ไม่แน่ใจว่าควรขายหรือไม่ ให้ย้อนกลับไปพิจารณาข้อ 1 ก็จะได้คำตอบว่า ควรปล่อยหรือไม่ควร

เหตุผลที่ควรปล่อย– ความยึดติดเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสัญชาตญาณมนุษย์ แม้การศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ กระทั่งปรัชญาในหลายศาสนาจะมุ่งสอนให้เราปล่อยวาง แต่ความรู้สึกรักใคร่ผูกพันในสิ่งทั้งปวงนั้นก็ยังไม่เคยหมดไป และนอกจากเราจะหวง ห่วง ผลประโยชน์จากสิ่งที่เราถือครองอยู่ในปัจจุบันแล้ว เรายังเลยเถิดไปถึงการหวง ห่วงผลประโยชน์ที่เราอาจจะได้หรือเสียไปในอนาคตอีกด้วย เช่น เราซื้อหุ้นมาตัวละ 1 บาท เมื่อหุ้นขึ้นไปที่ราคา 10 บาท เราก็ปล่อยขาย แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า แทนที่เราจะดีใจกับเงินกำไรเกือบ 1000% ที่ทำได้ เรากลับรู้สึกโง่จนนอนไม่หลับเมื่อขายหุ้นตัวนั้นออกไป เพราะ (1) รู้สึกเสียดายที่เคยมีหุ้นตัวนี้อยู่ในพอร์ต (2) หวั่นใจว่าเมื่อขายไปแล้ว ราคาหุ้นยังขึ้นต่อไปอีก กลัวคนอื่นจะได้กำไรมากกว่าเรา กลัวว่าจะขายหมู เจ็บใจ ขาดทุนกำไร เสียความรู้สึก ฯลฯ เหตุผลที่เราควรปล่อยวางก็คือ ความจริงที่ว่า เราได้กำไรตามที่เราคาดหวังไว้แล้ว หากราคามันจะขึ้นไปอีกหลังจากนั้น ก็ควรมีมุทิตาจิตหรือยินดีกับคนที่เขาซื้อต่อไปจากเรา ว่าเขาจะได้มีโอกาสทำกำไรในส่วนของเขาบ้าง พูดแบบนี้อาจฟังดูเหมือนเราเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ความจริงก็คือ นักลงทุนและนักธุรกิจที่ฉลาดย่อมรู้ดีว่า ความรู้สึกได้เปรียบทางอารมณ์นั้นไม่มีประโยชน์อะไรกับใครเลย กำไรที่อยู่ในมือต่างหากที่เป็นของจริงภาษาชาวบ้านเรียกว่า กำขี้ดีกว่ากำตด

จังหวะดีที่สุดสำหรับการปล่อยวาง – เป็นธรรมดาที่คนมักไม่อยากปล่อยขายสินทรัพย์หรือธุรกิจที่ผลผระโยชน์กำลังเบ่งบานเต็มที่ให้หลุดมือไป เช่น หุ้นที่กำลังอยู่ในขาขึ้นจนกำไรท่วมพอร์ต ที่ดินที่ราคาพุ่งกระฉูดในช่วงเศรษฐกิจบูม หรือขายบริษัทตอนที่กำไรได้ดีมีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะใครๆก็เอ็นจอยกับความสุขในช่วงขาขึ้นของสิ่งต่างๆกันทั้งนั้น โดยไม่ทันคิดว่า ทุกสิ่งในโลกนี้เมื่อมีขึ้นก็ย่อมมีลง บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่า ธุรกิจที่กำลังไปได้สวยบางธุรกิจ มีการเปลี่ยนเจ้าของ หรือมีกลุ่มทุนรายใหญ่กว่าเข้ามาเทคโอเวอร์ในขณะที่กิจการของธุรกิจนั้นๆกำลังไปได้ดีมากๆ จนเราแอบนึกเสียดายแทน หรือคิดว่าเจ้าของเดิมนี่ช่างโง่แท้ๆที่ยอมปล่อยธุรกิจดีๆให้หลุดมือไป ถ้าจะขายบริษัททิ้งก็น่าจะขายตอนขาลง ซึ่งถ้าคิดเอาง่ายๆฝ่ายเดียว สิ่งที่เราคิดก็เหมือนจะใช่ แต่ผิดถนัด เพราะช่วงเวลาที่ดีสุดๆในการปล่อยขายสินทรัพย์เพื่อทำกำไร ก็คือช่วงขาขึ้น อาจจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจบูม ตลาดดี ลูกค้ามีทั้งเงินและความต้องการสูงมาแย่งกันซื้อ ทำให้เราขายได้ราคาดี ฟันกำไรได้จั๋งหนับ ทำนองเดียวกับการตัดสินใจลาออกจากงานหรือเปลี่ยนงานเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องทำในยามที่เรารู้สึกดีกับงานอย่างเต็มที่ มีประสบการณ์ช่ำชอง มีความสำเร็จเต็มไม้เต็มมือ และเป็นจังหวะเวลาที่บริษัทเดิมกำลังต้องการตัวเราอย่างที่สุด การหางานใหม่จึงจะทำได้อย่างสบายใจ เพราะเรามีทั้งความมั่นใจและสมรรถนะพร้อมเต็มที่ ที่สำคัญคือถ้าบริษัทเก่ายังไม่อยากให้เราออก ก็อาจจะยอมลงทุนเพิ่มเพื่อดึงตัวเราไว้ ทำให้ค่าตัวเรายิ่งสูงขึ้นไปอีก เปรียบได้กับหุ้นที่มีแรงซื้อมากๆก็จะราคาพุ่งทะยาน แต่ในทางกลับกัน การขายกิจการตอนขาลง ย่อมขายได้ราคาต่ำ ทำนองเดียวกับขายหุ้นตอนราคาตก เราก็มีโอกาสขาดทุน หรือลาออกจากงานตอนที่บริษัทเดิมเตรียมแจกซองขาวไล่เราออก หรือเชิญให้เราเออร์ลี่รีไทร์ ราคาของเราในตอนนั้นและสภาพจิตใจก็คงไม่ต่างกับหุ้นตกกระแทกฟลอร์ มีทั้งความสลดหดเหี่ยว มึนงง

การฝึกความรู้สึกนึกคิด ‘ไม่ให้ยึดติด’ และรู้จังหวะที่จะ ‘ปล่อย’ เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนรวย ทำให้เกิดความได้เปรียบ มีอำนาจต่อรองมากกว่า มองเห็นโอกาสที่ดีเสมอ แม้ว่าการแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวยจะเป็นเรื่องของกิเลส และประตูสวรรค์อาจจะไม่เปิดกว้างสำหรับคนรวยในวันที่เขาตาย แต่คนรวยส่วนใหญ่ก็คงไม่เดือดร้อนอะไรนัก เพราะพวกเขาก็คงได้ขึ้นสวรรค์กันเรียบร้อยแล้วในชาตินี้

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับมีนาคม 2558

You may also like...