ประโยชน์ของบัตรเครดิต และหนี้ดีที่ควรสร้าง

GOOD DEBT vs BAD DEBT

หลายคนคงเคยถูกพร่ำสอนมาฝังหัวว่า ชีวิตที่ดีหมายถึงชีวิตอิสระที่ปลอดหนี้สิน เช่นเดียวกับคนอีกเยอะแยะที่มองว่า บัตรเครดิต เป็นสาเหตุของหนี้สินและความยากจน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอยู่มาก

การสร้างหนี้ที่เราถูกสอนให้กลัวโดยส่วนใหญ่เป็น ‘หนี้เลว’ (Bad Debt) คือเป็นหนี้จากการใช้จ่ายเงินเกินความสามารถในการผ่อนชำระ มักเป็นการซื้อหรือใช้จ่ายเงินในอนาคตเพื่อความสุขสำราญหรือความฟุ่มเฟือยที่ไม่คู่ควรกับสถานะทางการเงินในปัจจุบัน จึงไม่ถือเป็นการลงทุน ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือผลกำไร และมีแนวโน้มจะขยายตัวบานปลายด้วยพลังอำนาจแห่ง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ทวีคูณด้วยระยะเวลา คนชอบสร้างหนี้เลวจนเป็นนิสัยสันดาน อาจไม่ใช่คนเลว แต่ก็ไม่ค่อยน่าคบหา เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการขาดวินัยทางการเงินและวินัยในการใช้ชีวิต

ด้านดีของการเป็นหนี้นั้นมีเยอะ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็น ‘หนี้ดี’ (Good Debt) ซึ่งหมายถึง หนี้เพื่อการลงทุนให้ได้ผลกำไรตอบแทนหรือแสวงหาความคุ้มค่า คนสร้างหนี้ดีจำนวนมากอาจเป็นคนรวยเงินทองเหลือกินเหลือใช้ แต่เลือกที่จะสร้างหนี้ เพราะเขาได้ประโยชน์จากการเป็นหนี้นั้น เช่น นักธุรกิจที่สามารถหาแหล่งเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ มาลงทุนทำธุรกิจหรือขยายกิจการที่พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพในการทำกำไร ทำให้ได้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้หลายเท่า หรือการซื้อสิ่งของที่จำเป็นต้องซื้อ โดยมั่นใจว่าเป็นสิ่งของที่จะมีมูลค่าสูงขึ้น สามารถสร้างประโยชน์หรือโอกาสในการทำเงินที่มากกว่าได้ในอนาคตอย่างแน่นอน เช่น การซื้อบ้าน ที่ดิน การศึกษา โดยใช้ระบบผ่อนชำระที่มีอัตราดอกเบี้ยเหมาะสม ในระยะเวลาที่ผู้กู้หรือผู้ซื้อสามารถหาเงินมาผ่อนชำระได้ตามกำหนดเวลาที่วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด รวมถึงการเป็นหนี้เพราะได้ผลประโยชน์ เช่น ถ้ามีใครจำเป็นต้องซื้อรถยนต์อยู่แล้ว และอาจมีเงินอยู่ในมือมากพอที่จะซื้อด้วยเงินสด แต่ผู้ขายมีการจัดโปรโมชั่นผ่อนแบบดอกเบี้ยต่ำหรือไม่มีดอกเบี้ย ทำให้ผู้ซื้อด้วยเงินผ่อน เสียเงินเท่ากันหรือน้อยกว่าการจ่ายเงินสด เขาก็อาจเลือกที่จะเป็นหนี้ เลือกผ่อนจ่ายทีละน้อย เพื่อที่จะได้เอาเงินก้อนที่เหลือไปหาประโยชน์อย่างอื่นในเวลาที่ได้รับการขยายโอกาสผ่อนชำระ การสร้างหนี้ลักษณะนี้จึงเป็นลงทุนเพื่อซื้อโอกาส หรือเพื่อทำกำไร ถือเป็นหนี้ดีที่สร้างได้ แต่ต้องมีวินัยในการผ่อนชำระที่ดีพอ ไม่ปล่อยให้เกิดการสะดุดหรือดินพอกหางหมูมี ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ มาทำร้ายชีวิตเราในภายหลัง

ใครชอบอ่านหนังสือประเภท ‘ทำอย่างไรให้รวยเหมือน บิล เกตส์ หรือ วอเรน บัฟเฟต’ ‘อยากรวยเร็วภายในห้าวันเจ็ดวัน’ คงจะเคยได้อ่านเรื่องเล่าซ้ำซาก (แต่น่าจะจริง) เกี่ยวกับการที่ใครคนหนึ่งเคยถามอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สุดยอดอัจฉริยะผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1879-1955 ว่า “ท่านคิดว่าอะไรคือประดิษฐกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ” และไอน์สไตน์ (ผู้เคยหลุดปากออกมาว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ จนคนเอาไปขยายความกันใหญ่โต) ก็ได้เผยคำตอบที่เป็นอีกหนึ่งคุณูปการต่อมวลมนุษยชาติออกมาว่า

“ก็…ดอกเบี้ยทบต้นไง”

ไม่ทราบว่าสมัยมีชีวิตอยู่นั้น ไอน์สไตน์ฝากเงินไว้กับแบงค์ไหน แต่คงจะเป็นแบงค์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงไม่เบา หรือในทางกลับกัน ก็อาจจะเคยแอบเป็นหนี้ใครแล้วไม่จ่ายคืน จนดอกเบี้ยทบต้นบานเป็นหนี้หัวโต ยิ่งถ้าเป็นหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยโตวันโตคืนราวกับต้นถั่วในเรื่องแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ ก็คงจะยิ่งน่ากลัวมาก

ไอน์สไตน์ถึงกับให้นิยามของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’  เอาไว้อย่างอลังการน่าเกรงขามว่า เป็น ‘พลังอำนาจที่ทรงอานุภาพที่สุดในจักรวาล’ และ ‘ประดิษฐกรรมยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งประวัติศาสตร์มนุษยชาติ’ ถึงขนาดที่บางคนยกย่องให้เป็น ‘สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก’ เลยทีเดียว

องค์ประกอบสำคัญที่เป็นปัจจัยแห่งอานุภาพของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ตามแนวคิดของ ไอน์สไตน์ ประกอบด้วย

(1) เงินต้น

(2) อัตราผลตอบแทนหรือดอกเบี้ย

(3) ระยะเวลา

‘ดอกเบี้ยทบต้น’ จะน่ารักมากหรือน่ากลัวมาก ขึ้นอยู่กับว่าเรายืนอยู่ข้างไหนของหนี้ หากเราเป็นฝ่ายเจ้าหนี้หรือผู้ฝากเงิน ดอกเบี้ยทบต้นก็เหมือนสุนัขล่าเนื้อที่แข็งแรง ดุร้าย ทำหน้าที่คอยไล่ล่าเหยื่อมาให้เราแบบทวีคูณโดยไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย ยิ่งเรามีเงินต้นมาก เริ่มฝากเงินตั้งแต่อายุน้อยๆ และถ้าโชคดีได้อัตราดอกเบี้ยน่าสนใจ เงินของเราอาจจะค่อยๆโตในช่วงแรก แต่จะโตเร็วมากขึ้นแบบพรวดพราดในช่วงหลัง เพราะเมื่อดอกมาทบกับต้นทำให้เงินต้นโตขึ้น คูณด้วยระยะเวลาที่เดินหน้าต่อเนื่องไปเรื่อยๆไม่หยุดพัก เงินของเราโตขึ้นทุกวินาที ไม่ว่าจะมากหรือน้อย อาจจะมีผลต่างมากกว่ากันเพียง 1% แต่ในระยะยาวจะกลายเป็นผลต่างที่มากขึ้นจนเห็นได้ชัด

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นลูกหนี้ผู้ปราศจากวินัยในการผ่อนชำระ ดอกเบี้ยทบต้นก็จะเปลี่ยนเราให้เป็นเหยื่อน่าสมเพชที่วิ่งหนีสุนัขล่าเนื้อจอมพลังจนตกลงไปในหลุมพรางนรกอันโหดร้าย ยิ่งตกต่ำแล้วก็ยิ่งจมลึกลงไปอีกเรื่อยๆ จนแทบจะปีนกลับขึ้นมาไม่ได้

อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงสงสัยว่า อุตส่าห์บรรยายภาพของการเป็นหนี้ ที่ต้องเจอดอกเบี้ยทบต้นน่าสยดสยองขนาดนี้แล้ว จะชวนให้เป็นหนี้กันไปทำไม คำตอบก็คือ สิ่งที่มีพลังอำนาจในการสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาล จะเป็นประโยชน์ได้มากก็ต่อเมื่อใช้งานได้ถูกวิธีและเข้าใจธรรมชาติของมัน เพื่อที่จะได้เข้าใจในศักยภาพและอันตราย มิเช่นนั้นก็จะสร้างความวิบัติทางการเงินอย่างมหาศาลได้เช่นกัน

เหตุผลที่เจ้าหนี้เงินกู้หรือนายธนาคารส่วนมากจะเป็นคนรวยระดับอภิมหาเศรษฐีก็เพราะเขาเข้าใจถึงพลังอำนาจและวิธีการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ นี้ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้กู้เงินหรือลูกค้าธนาคารที่เป็นนักลงทุนเจ้าของธุรกิจรายใหญ่เอง ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้จากการการปล่อยกู้ของเจ้าหนี้ เพราะเขาได้คิดคำนวณต้นทุนความเสี่ยงนานานัปการของการกู้เงินมาลงทุนเข้าไปในราคาสินค้าหรือบริการจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้ว เปรียบได้กับเขาเป็นเสือชีตาร์ที่วิ่งเร็วและล่าเหยื่อได้มากและเร็วกว่า จนสามารถนำหน้าสุนัขล่าเนื้อที่วิ่งตามมาข้างหลัง (ก็คือดอกเบี้ยเงินกู้) และปล่อยเหยื่อที่เหลือกินของเขาให้สุนัขล่าเนื้อคาบกลับไปให้นายพราน (ผู้ปล่อยกู้) เพื่อที่จะทิ้งห่างนายพรานได้ในระยะที่ปลอดภัย สุนัขล่าเนื้อก็จะเหลือ ‘เวลา’ น้อยลงในการไล่ล่า และพลัง ‘เงินต้น’ ก็จะค่อยๆลดแผ่วลง ทำให้ดอกเบี้ยที่จะโตขึ้นค่อยๆหดลงไปพร้อมกับขนาดเงินต้นที่ทยอยใช้คืนไปอย่างมีวินัย จวบจนอยากจะเริ่มต้นโครงการใหม่ ก็อาจจะไปเขียนสัญญากู้มาไล่ล่ากันรอบต่อไปอีกตามอัธยาศัย

สำหรับคนที่ไม่ได้จะสร้างหนี้เพื่อทำธุรกิจ แต่ต้องการหาประโยชน์จากการเป็นหนี้ที่ดี ก็ทำได้ไม่ยาก เพราะการเป็นหนี้ที่ดีจะช่วยขยายโอกาสทางการเงินให้เรา เช่น การใช้บัตรเครดิต ซึ่งมีข้อดีคือ มีวงเงินอนุมัติที่ชัดเจน มีระยะเวลาในการชำระที่ตรงกันทุกเดือน มีระบบการบันทึกรายการใช้จ่ายอย่างเป็นระเบียบ เสมือนมีเลขาส่วนตัวช่วยจดบันทึกบัญชีรายจ่ายส่วนบุคคล ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยโจรกรรมที่อาจเกิดได้ถ้าเราพกเงินสด ช่วยแก้สถานการณ์ฉุกเฉินในกรณีจำเป็นเร่งด่วนหรืออุบัติเหตุ

นอกจากนี้ยังอาจมีสิทธิประโยชน์ ส่วนลด ของกำนัล รวมถึงมีการประกันภัยแบบต่างๆในการซื้อสินค้าหรือบริการ เช่น การซื้อตั๋วเครื่องบินด้วยบัตรเครดิตบางยี่ห้อ จะแถมความคุ้มครองชีวิตในกรณีอุบัติเหตุหรือประกันความเสี่ยงจากการเดินทางมาด้วยโดยอัตโนมัติ มีการประกันความเสี่ยงในการซื้อสินค้าบริการ สามารถคืนเงินได้ในกรณีที่ไม่พอใจ อำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายด้วยระบบออนไลน์ ไม่ต้องเสียค่าเดินทางในการออกไปซื้อสินค้าตามแหล่งจำหน่าย และประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย บัตรเครดิตจึงเป็นหนึ่งในประดิษฐกรรมทางการเงินชั้นเลิศสำหรับควบคุมการใช้จ่าย และอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค

คนที่ใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธี จะได้รับประโยชน์เอนกอนันต์จากบัตรเครดิต ส่วนคนที่ใช้บัตรเครดิตผิดวิธี ก็จะต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินที่ขยายตัวลุกลามอย่างรวดเร็วอย่างน่ากลัว บางคนเครียดถึงขั้นฆ่าตัวตาย เพราะเจอกับด้านมืดและเหี้ยมโหดสุดๆ ของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ที่ไอน์สไตน์บอกว่าเป็น ‘พลังอำนาจที่ทรงอานุภาพที่สุดในจักรวาล’ และ ‘ประดิษฐกรรมยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งประวัติศาสตร์มนุษยชาติ’ กลายมาเป็นฝันร้ายคอยหลอกหลอนทั้งยามหลับยามตื่นนั่นเอง

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับสิงหาคม 2557

You may also like...