ภาษี ถึงหลบเก่ง…ก็เลี่ยงไม่ได้

YOU CAN RUN BUT YOU CANNOT HIDE

แม้เราจะได้ยินกันบ่อยมากว่า มีสองสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ‘ความตาย’ กับ ‘ภาษี’ แต่ก็ดูเหมือนว่า ไม่ค่อยจะมีใครยอมจำนน โดยปกติแล้วเราเชื่อกันว่า ปัญหาและความทุกข์ส่วนใหญ่ในโลกมักเป็นของคนจน คนรวยน่าจะมีปัญหาน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเพราะคนจนมีจำนวนมากกว่าคนรวย แต่สำหรับเรื่องภาษีและความตายดูจะไม่ใช่ เพราะคนรวยคือคนที่ยอมรับกับความตายได้ยากที่สุด คนรวยมักยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองตายช้า ว่ากันว่าถึงจะขยันทำความดีมากแค่ไหน คนรวยมีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์พบพระเจ้าช้ากว่าคนจน เพราะพวกคนรวยไม่ค่อยยอมตายง่ายๆ เทคโนโลยีสารพัดถูกคิดค้นเพื่อช่วยคนรวยหลีกเลี่ยงความตาย โรงพยาบาลแพงๆที่รักษาคนรวยจะยื้อชีวิตคนไข้เอาไว้ให้นานที่สุด โดยไม่เกี่ยวว่าจะต้องรักษาโรคให้หายหรือไม่ เพื่อที่จะได้ใช้บริการกันไปนานๆ คนรวยจึงมีปัญหากับโรคภัยไข้เจ็บและความตายที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่าคนจน โรคแปลกๆ หรือชื่ออาการแปลกๆ ที่ไม่เคยถูกมองว่าเป็นความเจ็บป่วยสำหรับคนจน มักเกิดกับคนรวย เช่นเดียวกับภาษี คนที่ดูจะมีปัญหามากกับการเสียภาษีมากกว่าก็เป็นคนรวยอีกเหมือนกัน วิธีการหลีกเลี่ยงภาษีแบบเก๋ๆทั้งหลายมักเป็นของคนรวย ถูกคิดค้นโดยคนรวย และเพื่อให้คนรวยได้รวยยิ่งๆขึ้นไปอีก

คงไม่ต้องมากล่อมกันให้เสียแรงว่า การเสียภาษีมีความจำเป็นอย่างไรต่อสังคมและประเทศชาติ เพราะทุกคนก็น่าจะรู้ๆกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้หรือไม่ค่อยคิดกันจริงจังก็คือ ภาษีส่วนใหญ่ที่เราต้องเสีย ไม่ได้มีเพียงภาษีที่หักจากรายได้เท่านั้น เราทุกคนต่างก็เสียภาษีกันทุกลมหายใจเข้าออกเลยทีเดียว แม้แต่คนที่ไม่มีเงินเดือน ไม่มีอาชีพ ก็ยังหนีภาษีไม่พ้น เพราะรัฐยังมีการเก็บภาษีอีกหลายช่องทาง เช่น ภาษีจากดอกเบี้ยธนาคาร ภาษีจากเงินปันผล และภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้แต่เงินที่ได้จากการชิงโชคประเภทเปิดฝาขวดลุ้นรางวัลทั้งหลายก็ยังต้องเสียภาษี บางคนเปิดฝาชาเขียวได้รถปอร์เช่ ฝันอยากขับทำเท่ก็ไม่มีปัญญา เพราะเจอภาษีเป็นก้างชิ้นโต จำใจต้องขายรถเอาเงินมาจ่ายภาษี แสนชีช้ำ แต่เอาเถอะ…ยังไงก็ยังโชคดีเหลือเงินกลับบ้าน ดีกว่าคนเปิดฝาโง่ๆ แล้วโชคร้ายไม่พบอะไรเลยนอกจากพบว่าตัวเองโง่จริงๆ… ha ha

แทบทุกฤดูกาลเสียภาษี สิ่งที่ผู้มีเงินได้ทั้งหลายมักเกทับกันคือ ใครสามารถเคลมภาษีคืนได้มากกว่ากัน บางคนนำตัวเลขมาอวดเพราะอยากโชว์ว่าตัวเองเก่ง สามารถหลบเลี่ยงภาษีได้ แต่บางคนก็อวดเพราะอยากโชว์ว่า ตัวเองมีฐานภาษีสูง มีรายได้เยอะ ต้องเสียภาษีเยอะ ก็เลยได้ได้ภาษีคืนเยอะกว่าคนอื่น แต่ไม่ว่าจะอวดกันเพราะอะไร ก็สะท้อนให้เห็นว่า คนเรานั้นทั้งเกลียดทั้งกลัวการเสียภาษีกันมากจริงๆ

การเสียภาษีของบุคคลธรรมดา เงินที่เราต้องนำมาคำนวณภาษีซึ่งเรียกว่า เงินได้พึงประเมิน ก็คือเงินทุกประเภทที่เราได้รับมาในแต่ละปีอย่างมีหลักฐานเช่น เงินเดือน ค่าจ้าง รายได้จากการขาย ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล ฯลฯ โดยคนที่มีเงินเดือนเพียงอย่างเดียว จะยื่นภาษีโดยใช้ ภงด.91 ส่วนคนที่มีเงินได้หลายทาง จะต้องยื่นโดยใช้ ภงด.90   เงินก้อนไหนโชคดีไม่มีหลักฐานทั้งฝ่ายผู้รับและผู้จ่ายหรือผู้ให้ก็รอดตัวไป ไม่ต้องนำมาคำนวณ

รัฐจะเก็บภาษีจากฐานรายได้ของเรา โดยแบ่งอัตราเพิ่มขึ้นไปเป็นขั้นบันได คือรายได้น้อยเสียน้อย รายได้มากเสียมาก ยกตัวอย่างเช่น เงินได้ 0-150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี, 150,000-300,000 เสีย 5%, 300,000-500,000 เสีย 10%, 500,000-750,000 เสีย 15%

สมมุติว่าเป็นคนโสดเงินเดือน 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท ใช้ภงด. 91 (สำหรับคนที่มีรายได้เป็นเงินเดือนอย่างเดียว) คำนวณตามบันไดภาษีข้างต้นนี้ ก็จะต้องเสียภาษีเงินได้ปีละ 29,000 บาท ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณอย่างหยาบๆให้ตกใจเล่น โดยยังไม่ได้เอาค่าลดหย่อนต่างๆมาคิดร่วมด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว รัฐก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไรนัก เพราะถ้าเราเอาค่าลดหย่อนภาษีประเภทต่างๆมาคำนวณร่วมด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะต้องเสียก็จะลดน้อยลงไปอีก เช่น ถ้าเป็นคนที่แต่งงานแล้ว ก็สามารถหักลดหย่อนในส่วนของคู่สมรสและบุตร ถ้ามีพ่อแม่ต้องเลี้ยงดู ก็หักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ รวมถึงค่าลดหย่อนในส่วนของเงินสะสมหรือเงินกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เงินประกันชีวิต ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน เงินประกันสังคม เงินบริจาค ฯลฯ หักไปหักมาก็เสียภาษีจริงๆ ไม่เยอะอย่างที่กลัว อาจเสียจริงๆแค่ครึ่งเดียวจากยอดตอนแรกที่คำนวณได้เท่านั้นเอง

ภาษีที่น่ากลัวจริงๆไม่ใช่ภาษีที่เรายื่นแบบกับทางราชการ เป็นภาษีที่เราจ่ายทางอ้อมต่างหาก เพราะแทบทุกบาททุกสตางค์ที่เราจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการ เราต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มทันที 7% สมมุติว่าในเดือนหนึ่งๆเรามีค่าใช้จ่ายส่วนตัวรวม 40,000 บาท เหลือเงินออม 10,000 บาท นั่นหมายถึงเรามีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องจ่ายแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายของเรา 2,800 บาทต่อเดือน หรือ 33,600 บาทต่อปี ส่วนเงินออมของเรา เมื่อมีดอกเบี้ยก็ต้องเสียภาษี 15% ของดอกเบี้ย ยังไม่พูดถึงเงินออมที่นำไปลงทุนในหุ้น กองทุน หรืออื่นๆที่ได้กำไรหรือเงินปันผล ซึ่งก็ต้องโดนหักภาษีอีก สมมุติว่าเรามีเงินออมปีละ 120,000 บาท ได้ดอกเบี้ย 2% คือ 2,400 บาท เราต้องเสียภาษี 360 บาท เบ็ดเสร็จแล้วเราต้องเสียภาษีทางอ้อมรวมกันราวปีละ 33,960 บาท มากกว่าภาษีที่ต้องยื่นแบบกับทางราชการเสียอีก

ไม่ว่าใครจะใช้กลยุทธ์เหนือชั้นแค่ไหนในการเลี่ยงภาษี แต่ท้ายที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นต้องควักกระเป๋าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มกันอย่างหน้าชื่นตาบาน เพราะเป็นภาษีที่เสียเพราะการบริโภค เสียแล้วรู้สึกดี ปลอดโปร่งสบายใจ เงินที่ได้คืนมาจากการขอลดหย่อน ก็เอามาจับจ่ายกันสนุกสนาน และท้ายที่สุดก็ต้องเสียภาษีให้รัฐ ทั้งที่ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการจับจ่ายนี้ เราจะไปขอคืนก็ไม่ได้ ใช้สิทธิลดหย่อนให้จ่ายน้อยลงก็ไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นสัดส่วนที่มากกว่าภาษีเงินได้ด้วยซ้ำ

ที่กล่าวมานี้ใช่ว่าจะชวนให้ผู้อ่านพากันเลี่ยงภาษี แต่คนที่อยากจ่ายภาษีให้น้อยลงจริงๆ จึงควรพิจารณาตัวเลขการจับจ่ายของตัวเองเอาไว้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมีสินค้าฟุ่มเฟือยที่ตั้งราคาจากการบวกภาษีมโหฬารบานตะไท ซึ่งข้อมูลจากกระทรวงการคลังได้จัดอันดับเอาไว้ว่ามีภาษีการนำเข้ามากที่สุด ได้แก่ น้ำหอมและเครื่องสำอาง กระเป๋าหนังและเข็มขัด เสื้อผ้า รองเท้า และสุราต่างประเทศ การซื้อสินค้าเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นการจ่ายภาษีที่พอกพูนอยู่ในราคาสินค้า ราคาต้นทุนจริงๆไม่กี่บาท แต่ภาษีอาจสูงหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆก็คือ อัตราภาษีที่จ่ายแฝงไปขณะกระดกไวน์ขวดละแสนนั้น มากกว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหลายร้อยเท่าจนแทบจะนำมาคิดเปรียบเทียบอะไรกันไม่ได้ บางคนบอกว่า จะคิดทำไม คิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ ซึ่งการไม่คิดอะไรนี่เอง ทำให้เราต้องจ่ายภาษีกันขี้แตกขี้แตน แต่ก็นั่นแหละ ตราบใดที่การใช้จ่ายทำให้มีความสุข ทุกคนก็พร้อมจะจ่าย ประชาชนส่วนใหญ่จึงเอ็นจอยกับการจ่ายภาษีเพื่อ ‘ความสุขส่วนตัว’ เช่น การซื้อน้ำหอม การดื่มเหล้านอก หรือการขับรถหรู มากกว่า การจ่ายภาษีเพื่อ ‘ความสุขส่วนรวม’ เช่น การมีระบบขนส่งมวลชนที่ดี การมีถนนหนทางที่สวยงาม หรือ การมีโรงพยาบาลรัฐที่ให้บริการดีเยี่ยม

การเข้าใจว่าคนรวยเสียภาษีมากกว่าคนจน หรือเงินภาษีของคนรวยเท่านั้นที่โอบอุ้มประเทศชาติอยู่นั้น ก็เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะอย่างที่บอกว่า ภาษีส่วนใหญ่ที่เราต้องเสียเป็นภาษีทางอ้อมจากการใช้จ่าย ไม่ใช่ภาษีจากรายได้ คนใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ในประเทศคือคนจนและคนชั้นกลาง แม้แต่เด็กนักเรียนตัวน้อยที่ไม่มีรายได้ วิ่งไปซื้อไอติมกินแท่งเดียวก็มีเงินภาษีแฝงอยู่ในค่าไอติม ไม่มีใครเลี่ยงภาษีได้เช่นเดียวกับความตาย…อย่างที่เขาว่าไว้ ทางเดียวที่จะหลบภาษีได้บ้างก็คือการลดอัตราการบริโภคที่ต้องจับจ่ายให้น้อยลง ค่อยๆลองเปลี่ยนสถานะตัวเองจากผู้บริโภคหรือผู้ซื้ออย่างเดียวมาเป็นผู้ผลิตเองบ้าง เพื่อลดขั้นตอนทางภาษีให้ลดลงเหลือเท่าที่จำเป็น แต่กระนั้นก็อย่าเคร่งครัดกับตัวเองมากจนถึงขั้นกลายเป็นความกดดัน ถึงขนาดกลายเป็นมนุษย์ถ้ำ กลับเข้าป่าล่าสัตว์ ไม่เดินห้าง ไม่ช็อปซูเปอร์ ไม่เปิดไฟ ไม่ใช้น้ำประปา เพราะโลกมันหมุนมาขนาดนี้แล้วคงไม่หมุนกลับ และภาษีก็เลี่ยงยากจริงๆนั่นแหละ

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับกรกฎาคม 2557

You may also like...