ขาขึ้นก็สบายใจ ขาลงก็ไม่เดือดร้อน

ดูแลสภาพคล่องส่วนบุคคล เพื่อเตรียมพร้อมล่าโอกาสในวิกฤต

หลายคนอาจจะถูกสอนมาว่า จังหวะดีที่สุดสำหรับการลงทุนซื้อสินทรัพย์ดีๆ หรือเลือกซื้อหุ้นดีในราคาถูกคือช่วงวิกฤต เช่น ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำถึงที่สุด แต่ในสถานการณ์แบบนั้น คงมีน้อยคนที่จะยังมีเงินและมีสติหลงเหลือพอที่กล้ากระโจนลงไปลงทุนอะไร หรือคว้าโอกาสในตลาดหุ้นที่แดงเดือดราวกับกระทะทองแดง วิกฤตจึงเป็นสวรรค์ของเศรษฐีเงินเย็น แต่เป็นนรกสำหรับเศรษฐีเงินผ่อน หากเกิดภาวะเงินฝืด เงินเฟ้อ และสำหรับบางคนอาจเลวร้ายถึงขั้นตกงาน สูญเสียรายได้ประจำ แต่รายจ่ายประจำยังเดินหน้ามาตรงเวลาทุกงวด

สังคมไทยเราเป็นสังคมไม่ค่อยนิยมพูดความจริง เวลาใครจะเตือนให้ระวังเรื่องร้าย หรือพูดถึงความจริงที่ไม่อยากฟัง ก็มักจะโดนด่าหาว่าปากไม่ดี พูดจาไม่เป็นมงคล พูดเป็นลาง ทั้งที่หลายสิ่งล้วนเป็นความจริงประเภทที่จะต้องนำมาพิจารณากันอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิด พึงระวังความเสี่ยง และต้องเตรียมตัวรับมือ ยกตัวอย่างเช่น คนแต่งงานกัน ก็มีโอกาสจะเลิกกันได้ หรือคนเราเกิดมาก็ต้องตาย เราไม่ค่อยคิดกันเรื่องนี้ ทั้งที่คนเราไม่ได้เข้าคิวกันตายเมื่อแก่ เราจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว มักไม่มีใครชอบคิดล่วงหน้าว่าหากเราตายไป หรือเกิดซวยพิกลพิการ เจ็บป่วย ไม่ตายแต่เป็นภาระ ใครจะเดือดร้อนเพราะเรา หรือใครจะดูแลเราบ้าง เราจะเตรียมการล่วงหน้าเพื่อรับมืออย่างไรเพื่อให้คนอยู่ข้างหลังลำบากน้อยที่สุด หรือในเวลาที่เศรษฐกิจดี ทุกคนมีงานดีเงินดีมีรายรับอู่ฟู่ ซื้อโน่นผ่อนนี่กันเป็นการใหญ่ ไม่ค่อยมีใครคิดล่วงหน้าถึงวันที่เศรษฐกิจพัง บริษัทเจ๊ง ตัวเราตกงาน ขาดรายได้ชดเชย ถึงตอนนั้นเราจะมีทรัพย์สินหรือสภาพคล่องส่วนตัวที่จะทำให้สามารถประคองตัวผ่านวิกฤตไปได้กี่เดือน ก่อนที่จะสามารถหางานใหม่ หรือหารายได้จากแหล่งใหม่มาผ่อนค่าใช้จ่ายประจำที่มีได้ตามปกติ

ภาวะพึ่งพิงจากระบบเครือญาติของสังคมไทยเรานั้น เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ในส่วนดีก็คือครอบครัวคนไทยเลี้ยงดูเกื้อกูลลูกหลานกันไปยาวนาน ส่งเสียให้เรียนจบแล้วเงินเดือนไม่พอใช้ก็ยังพึ่งพ่อแม่ได้ อาศัยอยู่กับพ่อแม่ บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ  บางคนจะแต่งงานก็ให้พ่อแม่ออกค่าสินสอด อยากผ่อนรถผ่อนคอนโดก็ให้พ่อแม่ดาวน์ วิกฤตเศรษฐกิจไทยไม่ทำลายวิถีชีวิตผู้คนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวกลายเป็นคนจรจัดเหมือนพวกฝรั่งที่พอลำบากขึ้นมาก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร เพราะพ่อแม่ฝรั่งให้ลูกช่วยตัวเองเมื่อเริ่มโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ไม่ให้กลับไปเป็นภาระของครอบครัว ปัญหาก็คือครอบครัวฝรั่งจะไม่มีลูกหลานมาดูแลพ่อแม่ในยามแก่เฒ่า ส่วนคนไทยเราก็จะมีการดูแลพึ่งพิงกันไปในระบบเครือญาติ แต่ข้อเสียของการติดนิสัยพึ่งพิงแบบไทยๆนี้ก็มีเยอะ

ลองสังเกตดูจะพบว่า คนไทยเราจะไม่ค่อยตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาตัวเองนัก เริ่มจากการที่เราไม่ค่อยใส่ใจจะคิดคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตของเราอย่างเป็นรูปธรรม ไม่มีการทำงบประมาณรายรับรายจ่ายในครอบครัว เช่น คนที่เคยกินอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านมาตลอด หลังเรียนจบทำงานแล้วก็อาจยังอยู่บ้านเดิม อาจแบ่งเงินเดือนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบ้านบ้างเล็กน้อย แต่แทบไม่มีใครคิดถึงตัวเลขค่าใช้จ่ายจริงๆ เลยว่าเป็นเท่าไหร่ จะมารู้ตัวอีกทีก็ตอนแยกครอบครัวหรือแยกบ้านออกมา เช่น มาซื้อหรือเช่าคอนโดอยู่เอง ต้องจ่ายเองทุกรายการ ถึงตอนนั้นก็จะรู้สึกตกใจกับค่าใช้จ่ายในชีวิตที่มากมาย เจอปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง หาเงินใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน สร้างหนี้บัตรเครดิต นิยมเอาเงินในอนาคตไปชำระหนี้ในอดีต เพราะไม่มีการสอนให้วางระบบการเงินส่วนบุคคล ไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่าย ร้อยทั้งร้อยของนิสิตนักศึกษาที่เรียนจบทำงานใหม่ๆ รายรับในเดือนแรกของการทำงานจะถูกวางแผนทันทีว่าจะเอาไปใช้ ‘จ่าย’ อะไรบ้าง แต่มักไม่มีการวางแผนเลยว่าจะ ‘เก็บ’ เอาไว้ทำอะไรบ้าง คนหนุ่มสาวส่วนมากจะเริ่มเก็บเงินเมื่ออยากแต่งงาน มีคนหนุ่มสาวเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เก็บเงินไว้ล่วงหน้ามากพอสำหรับการมีชีวิตคู่ในอนาคต เมื่อเจอใครถูกใจก็พร้อมจะแต่งงานมีครอบครัวได้ทันที กว่าจะเก็บครบก็แก่จนเกือบมีลูกไม่ได้

การที่คนในสังคมของเราไม่ได้รับการปลูกฝังให้พึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริงกำลังเป็นปัญหาร้ายแรงทั้งต่อตัวบุคคลและต่อประเทศชาติ เป็นเรื่องน่าตกใจมากที่คนส่วนใหญ่ในสังคมมีความกล้าในทางที่ผิด แต่ไม่กล้าในทางที่ถูก ที่เห็นได้ชัดอย่างยิ่งก็คือ ความกล้าที่จะทำอะไรฉีกกฎเดิมๆเพื่อให้ได้เงินมากขึ้นหรือใช้จ่ายน้อยลง กลับมีน้อยกว่าความกล้าที่จะใช้เงินจนหมดกระเป๋า และน้อยกว่าความกล้าที่จะเป็นหนี้ พูดแสบๆคือคนส่วนใหญ่กล้าจน แต่ไม่กล้ารวย

มีผลสำรวจของหน่วยงานภาคเอกชนแห่งหนึ่งที่ได้จากมนุษย์เงินเดือนที่ต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ (รวมถึงบางคนต้องผ่อนหนี้เก่าสมัยเรียน) โดยตั้งคำถามว่า หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ตกงาน ไม่มีรายได้ใหม่เข้ามาเลย พวกเขาจะสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวรวมถึงหนี้สิน ได้กี่เดือนก่อนที่จะหางานใหม่ได้ ผลก็คือ…มากกว่า 50% ของคนทำงานจะสูญเสียความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สินทันที เพราะพวกเขาไม่มีเงินเก็บสำรองเลย อีก 35% ตอบว่ามีเงินหมุนเวียนจากการรูดบัตรเครดิตได้ 1-2 เดือน และอาจกู้ยืมจากคนใกล้ชิดได้บ้าง   มีเพียง 15%เท่านั้นที่มีเงินเก็บสำรองพอสำหรับผ่อนชำระหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้มากกว่า 3 เดือนแต่ไม่เกิน 6 เดือน ผลสำรวจนี้อาจไม่สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดสถานะความมั่นคงทางการเงินหรือสภาพคล่องส่วนบุคคลของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ได้ แต่ก็น่าจะกระตุกใจให้เราทุกคนหันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองจริงๆว่า เราได้เตรียมแผนสำรองหรือสภาพคล่องฉุกเฉินเอาไว้ป้องกันตัวเองมากพอหรือยัง

และถ้าจะให้ดีจริงๆ สภาพคล่องส่วนบุคคลที่ว่านี้ ไม่ควรจะเป็นเพียงเงินเล็กน้อยที่พอแค่ต่อลมหายใจหรือเป็นฟางเส้นสุดท้ายก่อนที่จะลุ้นว่าเราจะหางานใหม่เงินใหม่ได้เมื่อใด แต่ควรจะเป็นสภาพคล่องที่มากพอสำหรับการแสวงหาโอกาสในภาวะวิกฤตด้วย เพราะโดยสถิติที่ผ่านมา มักจะมีสินทรัพย์ชั้นดีมากมายที่ถูกปล่อยขายออกมาในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เป็นจริงเสมอในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น บ้าน ที่ดิน คอนโด รถยนต์ วัตถุมีค่าต่างๆ รวมถึงการขายกิจการ เป็นสภาวะที่เลวร้ายสำหรับคนมีหนี้สิน แต่เป็นนาทีทองของคนมีสภาพคล่องที่จะได้เลือกช้อปปิ้งหาสินทรัพย์ดีๆราคาถูกมาไว้ในพอร์ตการลงทุนกันอย่างสนุกสนาน

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ติดกับดักของหนี้สินแบบเดือนชนเดือน แนะนำให้ลองใช้บันได 5 ขั้นในการแก้ปัญหาสภาพคล่องส่วนบุคคล

ขั้นแรกคือ หยุดสร้างหนี้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้อะไรก็ตาม โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต

ขั้นที่สองคือ จัดการเคลียร์หนี้เก่าให้หมดไปเร็วที่สุด

ขั้นที่สามคือ กันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออมเสมอ เงินเดือนที่ได้มาแต่ละเดือน ให้หักเอาส่วนที่ต้องเก็บไว้ใช้หนี้เก่าเก็บไว้ก่อน ดูว่าเหลือเท่าไหร่ ก็ให้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับใช้จ่ายรายการที่จำเป็นและต้องไม่ใช้จ่ายนอกรายการที่จำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ฯลฯ อีกส่วนหนึ่งกำหนดเป็นเงินออม ที่ต้องตั้งเป้าเก็บชัดเจนเหมือนผ่อนชำระหนี้ แต่เราเป็นเจ้าหนี้ตัวเอง

ขั้นที่สี่คือ แบ่งเงินออมออกเป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งเก็บไว้เป็นสภาพคล่องสำรองในกรณีฉุกเฉินสามารถเบิกนำมาใช้จ่ายได้ตลอดเวลา ส่วนที่สองเก็บไว้ในรูปของเงินฝากระยะยาวที่บังคับให้เราฝากทุกเดือนติดต่อกันหรือทำประกันชีวิตและประกันทุพลภาพที่มีผลตอบแทนเหมาะสม (เผื่อเราตาย คนข้างหลังจะได้เอาเงินประกันไปใช้หนี้แทนเรา หรือเราเกิดเป็นอะไรช่วยตัวเองไม่ได้ก็จะได้มีเงินไว้ดูแลตัวเอง ไม่สร้างภาระให้คนอื่น) และส่วนที่สามนำมาลงทุนให้งอกเงย โดยต้องเข้าใจว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าหากต้องเสียเงินไปในส่วนการลงทุน ก็ต้องไม่กระทบกับรายจ่ายส่วนอื่น

ขั้นที่5 คือ พยายามหาเงินเพิ่มนอกเหนือจากรายรับของงานประจำ โดยเงินที่ได้มาในขั้นนี้ ให้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งนำไปโปะหนี้เพื่อลดต้นลดดอก และอีกส่วนหนึ่งเอาไปผสมกับเงินลงทุนเพื่อขยายโอกาสรวย ห้ามนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยโดยหลอกตัวเองอย่างหน้าด้านๆ ว่าเป็นเงินได้พิเศษอย่างเด็ดขาด! หากทำได้ครบห้าขั้น วิกฤตก็ไม่น่ากลัว และเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมสำหรับการลงทุนซึ่งหมายถึงโอกาสรวยนั่นเอง

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับเมษายน 2557

You may also like...