AGE : พนม ควรสถาพร พลังงานทางเลือก…พลังแห่งอนาคต

intv-feature-panom-2

เพราะความจริงที่ว่า บาดแผลและความสำเร็จเป็นของคู่กันเสมอในทุกเส้นทางการต่อสู้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่การเปิดใจบอกเล่าถึงเรื่องราวความสำเร็จของเหล่าผู้นำธุรกิจทั้งหลาย มักเป็นการเปิดให้เห็นร่องรอยบาดแผลต่างๆ ในอดีตที่มีไว้ให้จดจำเป็นบทเรียนด้วยในขณะเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้บางคนนึกกลัว แต่สำหรับคนที่เป็นนักสู้ตัวจริง ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงกับการบาดเจ็บอีกสักกี่ครั้ง หากมีความเชื่อมั่นในความสำเร็จที่ยังรออยู่ข้างหน้า เขาก็พร้อมจะสู้ต่อไป

เช่นเดียวกับ ‘พนม ควรสถาพร’ ซีอีโอกระดูกเหล็กแห่ง เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) ผู้นำเข้าและจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) ผู้ยังคงยืนหยัดเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งขององค์กรในวัยที่นำหน้าด้วยเลขหก โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนล้า แม้จะเคยผ่านวิกฤตหนักหน่วงในธุรกิจถ่านหินที่ฝากบาดแผลไว้มากมาย  แต่ พนม ควรสถาพร หรือ เสี่ยง้วน เจ้าของฉายา ‘ซีอีโอไร้ปริญญา’ หรือ ‘ซีอีโอป.7’ ที่สื่อมวลชนเรียกขาน (ซึ่งวันนี้คงเป็นอดีตไปแล้วเพราะเสี่ยง้วนเรียนเพิ่มจนคว้าดีกรีมามากมาย) ก็ยังเดินหน้านำทัพฝ่าฟันอุปสรรคไปอย่างไม่ย้อท้อ แต่หากมองย้อนให้ลึกไปถึงประวัติชีวิตที่น่าทึ่งตั้งแต่วัยเยาว์ จากวันที่เคยเป็น ‘ไอ้ตี๋ขี้กบ’ พายเรือช่วยเตี่ยขายฟืนขายขี้เลื่อยอยู่ตามคลองในสมุทรปราการ จนมาถึงวันที่เป็นซีอีโอของบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ณ วันนี้ อาจไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อหรือต้องอาศัยปาฏิหาริย์อันใดเลยหากลูกผู้ชายเลือดนักสู้อย่าง  พนม ควรสถาพร จะนำพาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมกลับคืนมาสู่อาณาจักรธุรกิจของเขาอีกครั้งหนึ่ง ตราบเท่าที่ยังมีกำลังแรงกายแรงใจและมีแรงสนับสนุนเป็นเหล่าทายาทรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาสานต่อสร้างอนาคตขององค์กร

“ชีวิตผมเริ่มจากเด็กขายฟืนขี้เลื่อย จบป.หก อายุประมาณ 13 ก็ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยเตี่ยขายฟืนขายขี้เลื่อยขายของตามประสาคนจีน ที่หาอะไรทำเป็นเรื่องเป็นราว ผมขายฟืนขายขี้เลื่อยให้เขาไปเคี่ยวน้ำตาล ใช้เรือวิ่งตามแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยก่อนมีโรงเลื่อยเยอะ ก็ขนฟืนขนขี้เลื่อยใส่เรือไปส่งที่เค้าทำน้ำตาลมะพร้าวย่านพระประแดง พื้นเพผมเป็นคนสมุทรปราการ ริมคลองลัดหลวงที่ไปเชื่อมกับแม่น้ำเจ้าพระยา เตี่ยอยากให้มาช่วยกัน อยากฝึกให้เราเป็น  พอไปฝึกทำงานก็ชอบ เลยช่วยเตี่ยมาเรื่อยๆ ไม่ได้เรียนหนังสือ เตี่ยผมเป็นคนขยัน ชอบย้ายบ้าน จากริมคลองก็มาอยู่ริมถนน เตี่ยตั้งโรงงานทำผงธูป ผมก็มาช่วยเตี่ย ตอนนั้นผมก็เริ่มค้าฟืน จากเป็นเรือก็เป็นรถ เริ่มขยายขึ้น ผมมีโอกาสได้นั่งรถเบนซ์ครั้งแรกก็เป็นรถของคนอื่นที่เขาทำธุรกิจประเภทเดียวกัน เวลาไปนั่งก็มองข้างหน้ามีตราสามแฉก รู้สึกตื่นเต้น ตอนนั้นบ้านเราไม่มีรถเบนซ์ ได้แต่มองเขา และคิดว่าวันนึงบ้านเราต้องมีให้ได้

ทุกอย่างมันต้องมีแรงบันดาลใจครับ ผมมองว่า ถ้าคนอื่นเขาทำธุรกิจใหญ่ได้ เราก็ต้องทำได้สิเพราะมือเท้าเท่ากัน เป็นเหตุให้ตั้งแต่นั้นมาก็เลยขยายธุรกิจจนโตขึ้นเรื่อยๆ จนเราเป็นเจ้าของธุรกิจไบโอแมสรายใหญ่ที่สุด ณ ปัจจุบันนี้ก็เหลือเรา นอกนั้นเค้าก็ไปทำอย่างอื่นกันแล้ว ธุรกิจนี้ยังอยู่ยงคงกระพัน ผมส่งต่อให้ลูก ส่วนตัวผมก็มาทำถ่านหินต่อ ตอนนั้นยังไม่คิดว่าชีวิตจะมาถึงวันนี้

ผมมีเงินซื้อรถเบนซ์คันแรกตอนอายุ 33 พอ 34 แต่งงานก็เอาไว้ไปรับเจ้าสาว ตอนนั้นซื้อจากเงินเหลือ สมัยนั้นเตี่ยเริ่มมีตังค์ จำได้ว่าซื้อมา 900,000 กว่าบาท รถเบ็นซ์  230E ใช้ไป 200,000 กิโล ยังมาขายได้ล้านหน่อยๆสมัยก่อนรถมันขึ้นราคาเรื่อยเลย” เสี่ยง้วน พาเราย้อนอดีตด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะความฝันของอาตี๋ขายขี้เลื่อยขี้กบเป็นจริงไปแล้วขั้นแรก ซึ่งในเวลานั้น พนม ควรสถาพร ยังไม่เคยนึกฝันว่าวันหนึ่งเขาจะได้อิ่มเอมกับความสำเร็จก้าวสำคัญอีกครั้ง เมื่อธุรกิจของเขาได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

“การที่เราได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นความภูมิใจอีกอย่างหนึ่ง  รู้สึกมีความสุข จากไอ้ตี๋ที่ขายขี้เลื่อย จากที่เค้าเรียกไอ้ตี๋ขายขี้กบ บางทีเราไปทวงหนี้บ่อยๆเค้าก็หาว่าไปจีบลูกสาวเค้า ทั้งๆที่เราไม่เคยคิด วันนี้เราใส่สูทอยู่ในทีวี การที่เราเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ มูลค่าธุรกิจเพิ่มขึ้น ก็ภูมิใจ เรามาถึงวันนี้ได้ ลูกๆก็แฮปปี้ว่าบริษัทเราเข้าตลาดได้ เหมือนประเทศที่เจริญแล้ว พร้อมที่จะโตต่อไป ลูกที่ถนัดอะไรก็มาขยายมาช่วย”

แม้ว่าราคาถ่านหินในตลาดโลกค่อนข้างผันผวนแรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับกระแสการต่อต้านธุรกิจถ่านหินในประเทศไทย มีผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรของบริษัทในปีที่ผ่านๆมา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความต้องการพลังงานทั้งในประเทศและในระดับโลกไม่เคยลดลงและมีแต่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเสี่ยง้วนมองในระยะยาวว่า การเติบโตของธุรกิจพลังงานจะไม่มีวันถดถอย เพียงแต่ต้องสรรหาแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนมาตอบสนองความต้องการใช้งานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เป็นพิษภัยต่อสิ่งแวดล้อม

“เชื้อเพลิงเป็นสิ่งสำคัญ พลังงานตื่นมาก็ต้องใช้แล้วครับ เราทำธุรกิจค้าชีวมวลมานานจนดูเหมือนกับมาสุดทาง จะใหญ่กว่านี้ยังใหญ่ไม่ได้ เนื่องจากว่าซัพพลายมีกระจายในหลายพื้นที่ แต่มีแห่งละไม่มาก มาสู่ ณ วันที่ผมมาทำถ่านหิน ก็เพราะมองว่าถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีซัพพลายมหาศาล และรองรับกับดีมานด์ได้ อย่างโรงปูนต้องใช้พลังงานเยอะ ถ้าต้องใช้ชีวมวลอาจไม่พอ เพราะค่าความร้อนมันต่ำ แต่ถ่านหินมีค่าความร้อนสูง และซัพพลายยังมีมาก ปริมาณสำรองที่จะใช้ในอนาคตยังมีอีกเป็นร้อยปี เราจึงมองว่าถ่านหินจะทำให้เราโตได้

เอเชีย กรีน เอนเนอจี

ในปี 2545 เป็นช่วงเวลาที่เราหันไปค้าถ่านหิน ก็เริ่มไปศึกษาถ่านหินแล้วก็เริ่มนำเข้ามา วิเคราะห์แล้วเห็นว่าธุรกิจจะเติบโตได้ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ มีช่องทางระดมเงินต่างๆ และมูลค่าหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นมา ถ้าธุรกิจเราดีเป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป การบริหารภายใต้กฏของตลาดหลักทรัพย์ของ กลต. ต้องเป็นรูปบริษัทที่มีกรรมการ มีคนช่วยกันคิดช่วยกันปรึกษา มีระบบที่ชัดเจน การเป็นมหาชนเราต้องอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของตลาด ซึ่งเราเองก็ค้าขายบนความถูกต้องและซื่อสัตย์มาโดยตลอดอยู่แล้ว มันจึงเป็นหลักการทั่วไปที่พึงปฏิบัติ แม้เราจะเคยเป็นธุรกิจครอบครัวมาก่อนก็ไม่ได้ต้องปรับตัวมาก ขั้นตอนอาจจะต้องยุ่งยากหน่อย จะทำอะไรต้องเข้าบอร์ดก่อน ต้องมีตรวจสอบภายในเข้ามาตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดีหากเราจะโต ก็ควรโตแบบหนักแน่นมั่นคงดีกว่า การมีบอร์ดมาช่วยกลั่นกรอง มีคนที่มีความรู้ มีทั้งนายตำรวจใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์มา เป็นยศถึงพลเอกก็มี มีคนที่อยู่ในวงการหลักทรัพย์มาช่วยกันคิด มีผู้ชำนาญในแต่ละด้านมาเสริมทัพ อย่างเช่นเราใช้เรือเยอะ ก็มีคนเก่งเรื่องเรือมาช่วย เราทำถ่านหิน มีคนรู้เรื่องถ่านหินมาก่อนเราเข้ามาเป็นที่ปรึกษา เรื่องขายก็ต้องเอามืออาชีพเข้ามาช่วยขาย แล้วก็ได้สร้างเด็กใหม่ๆขึ้นมา ลูกผมก็มาช่วย ทุกคนควรจะเรียนจบปริญญาโทเป็นอย่างน้อย แม้แต่ลูกน้องที่เข้ามาระดับบริหารแล้วเริ่มต้นเข้ามาผมก็พยายามบอกให้ไปเรียน”

พนม ควรสถาพร เป็นนักบริหารที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ แม้ว่าความสำเร็จของเขาจะแลกมาด้วยวุฒิการศึกษาเพียงน้อยนิด แต่เขาก็สนับสนุนคนรอบข้างและตัวเองในเรื่องการเรียนเพิ่มเติมอย่างเต็มที่

“ผมเชื่อว่าสมัยใหม่ต้องมีความรู้ด้วย เราสังเกตจากตัวเราเอง ถ้าแต่ก่อนผมมีความรู้มากกว่านั้น ผมคงจะไปได้ไกลกว่านี้อีก แต่ในอดีตเนื่องจากเราเรียนมาน้อย ทุกวันนี้ผมจึงเรียนเพิ่มเติม ตอนนี้ก็กำลังเรียนปริญญาโทอยู่ที่กรุงเทพธนบุรี สาขารัฐศาสตร์ ความสำเร็จของคนรุ่นก่อนอาจไม่ต้องมีปริญญาก็ได้ อาศัยแรงฮึดแรงบันดาลใจเยอะ แต่คนสมัยใหม่ถ้าไม่มีความรู้จะเหนื่อยมาก อย่างถ้าคุณจะออกไปต่างประเทศ ภาษาก็เป็นเรื่องสำคัญ คนรุ่นลูกเรียนต่างประเทศกันส่วนใหญ่ ยิ่งอยู่ในวงการธุรกิจ ถ้าไม่ต่างประเทศก็ต้องจบเอแบค จบจุฬาจบธรรมศาสตร์ มันเปลี่ยนไปแล้ว มันจะแบบเดิมไม่ได้ สมัยก่อนขยันและประหยัดก็มีโอกาสที่จะเหลือเงินเก็บได้ เดี๋ยวนี้ขยันประหยัดมันก็ไปได้แค่ระดับนึง เพราะรูปแบบการแข่งขันมันเปลี่ยนไป นักสู้สมัยใหม่ต้องมีการศึกษาต้องมีประสบการณ์ ลูกชายผมก็พยายามให้ไปเรียนต่างประเทศ ในบ้านเมืองที่เขาเจริญมาก่อนเรา ทำให้กล้าแสดงออกด้วย อย่างรุ่นผมสมัยก่อนขี้อายจะตาย บอกให้จับไมค์นี่เรื่องใหญ่เลย เจอไมค์ขึ้นมาพูดไม่ออก แต่เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ ต้องพร้อม ต้องไว ไม่งั้นคุณจะสู้ใครไม่ได้ คนอื่นดีกว่าเก่งกว่า”

          พนม ควรสถาพร ไม่เพียงสนับสนุนให้ทายาทและตัวเองได้ศึกษาหาความรู้อย่างไม่จำกัด เขายังเปิดโอกาสให้รุ่นลูกเข้าสานต่อกิจการ โดยมองอนาคตภาพรวมของธุรกิจตามความเป็นจริงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างรอบด้าน ทั้งในส่วนที่เป็นอุปสรรคและโอกาส เพื่อสามารถปรับกลยุทธิ์รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

“ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือไฟฟ้าบ้านเราไม่พอใช้ การหาแหล่งพลังงานทดแทนเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด การแสวงหาพลังงานทางเลือก พลังงานชีวมวล การทำเหมืองถ่านหิน การทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือการสร้างท่าเรือที่จำเป็นต้องใช้ในการขนส่งพลังงานเป็นทางออกสำคัญในการรับมือกับปัญหาวิกฤตพลังงาน แต่มีคนต่อต้านตลอด ซึ่งคนที่ต่อต้านก็ต่อต้านไปโดยไม่ได้สนใจปัญหาพลังงานวิกฤตที่แท้จริง ในส่วนของคนที่เล่นการเมือง ก็เอาการเมืองมาชี้นำ

ในเมืองไทยยังมีพลังงานชีวมวลอีกเยอะที่เราไม่ได้เอาขึ้นมาใช้ พลังงานพวกนี้เป็นกรีนเอนเนอร์จี้ คือพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุกประเทศต่างก็ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานชนิดนี้

ถ่านหินเป็นหนึ่งในพลังงานที่ราคาถูกที่สุด การผลิตไฟฟ้ายังไงต้องมีถ่านหิน ระบบจะควบคุมมลพิษเดี๋ยวนี้มันทันสมัย เหมือนที่แม่เมาะของเรา ทุกวันนี้แม่เมาะนี่ใช้ลิกไนต์นะ ไม่ใช่บีทูมีนัสที่ผมขาย ซึ่งเรียกถ่านหินสะอาด ซัลเฟอร์น้อยกว่าน้ำมันเตา ในขณะที่ลิกไนต์ซัลเฟอร์เยอะ แต่การไฟฟ้ามีระบบกำจัดป้องกันที่ดีจนเดี๋ยวนี้แม่เมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว

คนไทยเราเกลียดคำว่าโรงไฟฟ้ากับคำว่าถ่านหิน ที่ไหนที่จะมีโรงไฟฟ้าหรือถ่านหิน ทำให้คนกลัว จึงเป็นความยากที่ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดไม่ได้ ยิ่งบ้านมีปัญหาการเมืองมาเกี่ยวด้วยยิ่งลำบาก การทำโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่จำเป็นต้องอยู่ในแหล่งถ่านหินก็ได้ แต่ต้องมีการขนส่งที่ดี ไม่ว่าเป็นน้ำมันหรือกาซธรรมชาติก็ต้องมีการขนส่งมาทั้งนั้น แต่ที่ดีที่สุดต้องอยู่ริมทะเล เพราะการนำเข้าถ่านหินต้องขนส่งมาทางเรือ เรือขนาดใหญ่ 50,000 ตัน 100,000 ตัน ต่อลำต่อครั้ง เมื่อต้องอยู่ริมทะเล ก็จะเจอปัญหาการต่อต้านจากฝ่ายที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ริมทะเลบ้านเรามันไม่มีทางสร้างได้แน่นอน ไม่มีใครให้ทำ ทุกวันนี้ที่กระบี่ก็ไม่ยอมให้ทำ ชาวประมงกลุ่มหนึ่งก็ไม่ยอมให้ทำ เพราะคนกลัว ความกลัวตรงนี้ยังปลดไม่ได้ ทั้งที่ความจริงไฟฟ้าในบ้านเราไม่พอใช้แล้ว วันนี้ปักษ์ใต้บ้านเรามีปัญหาไฟตกบ่อยๆ ความเจริญของภูเก็ตหรือหัวหินเติบโตขึ้นมาเรื่อย แต่ไฟฟ้าไม่ได้เพิ่ม

ผมจึงคิดว่า ก้าวต่อไปของเราต้องทำโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งอาจจะโดนต่อต้านแต่น้อย โดยเรามุ่งให้ประโยชน์กับท้องถิ่น เช่น ถ้าเราตั้งโรงไฟฟ้าที่ภาคใต้ เราก็ใช้ของเหลือจากปาล์ม เพราะต้นปาล์มพอหมดอายุแก่เกินไป เหมือนกับยางที่ต้องโค่น ยางนี่ขายได้ตั้งแต่ใบ ขุดรากถอนโคนก็ยังขายได้ทุกวันนี้ แต่ต้นปาล์มก็ยังไม่ได้ใช้เยอะ ปีนึงไม่ใช่น้อยๆ รวบรวมมามีแต่ค่าแรง ค่าของไม่ค่อยมีราคา อย่างภาคอีสานหรือภาคกลางตอนบน เหง้ามันสำปะหลังก็ไม่ค่อยได้เอามาใช้เท่าไหร่ ซังข้าวโพดก็เป็นฤดูๆ เดี๋ยวนี้ซีพีไปตั้งโรงงานแล้วก็รับซื้อหมด นำมาเป็นเชื้อเพลิงได้ ซีพีเขาเก่งมาก ชีวมวลมีกระจายอยู่ทั่วไป โรงไฟฟ้าชีวมวลจึงน่าทำ โรงไฟฟ้าที่จะทำได้ต้องดูแหล่งเชื้อเพลิง เพราะคุณอยู่ที่ไหนคุณก็ขายราคาไฟฟ้าเท่ากัน อันนี้น่าสนใจมาก

แต่จะทำอะไรก็ตาม เราต้องดูเศรษฐกิจโลกด้วย ทุกอย่างมันถึงกันหมด ไม่ว่าจะค้าถ่านหินหรือพลังงานอะไรก็แล้วแต่ มันก็มีวัฎจักรทางธุรกิจเป็นรอบๆของมัน ไม่มีอะไรที่ดี ที่ราคาขึ้นตลอดหรือลงตลอด หุ้นไม่มีขึ้นตลอดและลงตลอด ขึ้นได้ก็ต้องลงได้ ลงได้ก็ต้องขึ้นได้”

          เสี่ยง้วน พูดถึงวัฎจักรของธุรกิจที่มีทั้งขาขึ้นและขาลงอย่างคนที่เข้าใจจริงๆ เพราะเคยผ่านอะไรต่อมิอะไรมามากมาย เช่นเดียวกับชีวิตคนเราก็มีขึ้นมีลง ประมาทไม่ได้

“ปกติจะเครียดเหมือนกัน แต่ตอนนี้พยายามไม่เครียดเพราะอายุเยอะแล้ว หกสิบกว่า ผมว่าเอาช่วงเวลาที่เหลือเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขดีกว่า ถึงเราจะขยายธุรกิจไม่ต้องเครียดก็ขยายได้ ถ้ายิ่งเครียดมันก็จะยิ่งไม่มีประโยชน์

การทำทุกอย่างผมว่าต้องมีโชคด้วย เก่งกับเฮงคู่กัน ในตอนโน้นอาตี๋อย่างผมจะรู้เหรอว่าพลังงานเป็นที่ต้องการ เตี่ยผมมาแจวเรือขายฟืนขายขี้เลื่อย เอาอาชีพที่บรรพบุรุษเราทำต่อๆกันมาทำต่อไปอย่างง่ายๆ วันหนึ่งเราเอามาปรับ ทำโน่นทำนี่เสริม พอพลังงานเป็นที่ต้องการมาก คนอยู่ในธุรกิจนี้ก็โชคดีไป ทำมาถึงวันนี้หลายสิบปี จนขึ้นมาเป็นระดับที่ใหญ่ในธุรกิจ ก็เรียกได้ว่าเป็นความเฮงส่วนหนึ่ง…ดวงก็สำคัญ”

พนม ควรสถาพร เจ้าของฉายาซีอีโอป.7 ขวัญใจสื่อมวลชน สรุปภาพชีวิตที่สร้างมาจากอาตี๋แจวเรือขายขี้เลื่อยสู่ตำแหน่งซีอีโอบริษัทมหาชนอย่างถ่อมตัว ว่าส่วนหนึ่งที่เขาเคยได้ดีเพราะ ‘ดวง’ เป็นสิ่งสนับสนุน แต่ซีอีโอนักสู้คนนี้กลับไม่เคยโทษโชคชะตา ในวันที่เขาเจอจุดสะดุดบนเส้นทางธุรกิจ เสี่ยง้วนยอมรับว่า เขาพลาด และการยอมรับความจริงอย่างเปิดเผยก็ทำให้ลุกขึ้นมาใหม่ได้เร็วขึ้น

“ผมเคยทำธุรกิจพลาด เสียหายเป็นร้อยๆล้าน มันเป็นบทเรียนใหญ่ในการที่จะทำอะไรต้องระวัง ไม่ประมาท เพราะถ้าเราแย่ ทุกคนก็ไม่อยากอยู่ใกล้เรา กลัวเราจะไปขอความช่วยเหลือ เราเห็นตัวอย่างมาเยอะ เราจึงต้องเผื่อด้วยว่า ถ้ามันพลาดเรายังยืนอยู่ได้ ด้วยเหตนี้เองเป็นจุดที่ทำให้เราไม่แย่จนเหมือนบางคนที่มีอันเป็นไปในช่วงวิกฤตปี 2540 เราไม่เคยประนอมหนี้ หรือไปแฮร์คัทกับแบงค์ ทุกบาททุกสตางค์จ่ายครบหมด เพราะแบงค์บอกว่า คุณเป็นคนดี ประวัติคุณดีวันหลังคุณไปกู้จะกู้ง่าย แต่ที่จริงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ (หัวเราะ) มันกลับกันเลย เพราะคนที่คิดว่ามีหนี้เยอะๆ ไม่คุ้มแบงค์ ก็กลับจะคุยดีด้วย ดูแลอย่างดี เอาใจมากกลัวจะเป็นไรไป เพื่อหนี้เค้าจะได้ไม่ศูนย์ (หัวเราะ)”

          ในวันที่ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่วิกฤตพลังงาน ด้วยความหวั่นใจว่าพลังงานที่จะใช้ในประเทศกำลังร่อยหรอ เรากลับเห็นได้ชัดว่า พลังชีวิตของ พนม ควรสถาพร นั้นยังคงโชติช่วงเต็มเปี่ยมด้วยความหวังและกำลังใจที่จะนำพาธุรกิจที่เขาสร้างมากับมือให้ก้าวสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ใฝ่ฝันไว้ให้สมความตั้งใจ และเรา…ทั้งในฐานะสื่อมวลชนและในฐานะผู้บริโภคซึ่งหวังให้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นทางออกสำหรับปัญหาวิกฤตพลังงานของไทย ก็ขอเป็นกำลังใจให้ เสี่ยง้วน ได้ยิ้มอย่างสุขใจกับความสมหวังนั้นในอนาคตอันใกล้นี้เช่นกัน

********************************
Text: วณิศา อดัมส์
Contact for Executive & Investor Interview : editor@dooqo.com
Mobile: 086-8963112

You may also like...