สนทนาภาษากระเรียน : แนวคิดสไตล์ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน วันที่ผมปั่นต้นฉบับอยู่นี้เป็นช่วงก่อนวันที่ผมจะเดินทางไปซีลอนเพื่อกิจธุระนะครับ ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้อาจนานประมาณ 2-3 เดือน เนื่องจากอาจจะเดินทางต่อไปเที่ยวอินเดียด้วย (ขออนุญาตอู้ซะ!!!) แต่ก็จะพยายามเขียนคอลัมภ์ให้พี่ๆน้องๆในวงการการลงทุนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ ส่วนใครที่เมล์มาถามในเรื่องหุ้นหรือเรื่องต่างๆ ผมต้องขออภัยอย่างสูงสุดที่อาจตอบได้ไม่หมดทั่วทุกคนนะครับ แต่ยังไงก็จะพยายามตอบให้มากที่สุดครับ

สำหรับวันนี้กระเรียนจะขออนุญาตนำเอาบทความของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรที่ท่านได้กรุณาเขียนไว้เพื่อเป็นข้อคิดกับนักลงทุนในสไตล์นักลงทุนหุ้นคุณค่า (Value Investor) ซึ่งที่จริงสำหรับ Trader ระยะสั้นหรือยาวก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามกลยุทธ์การลงทุนของแต่ละท่านนะครับ ขออนุญาตและขอขอบพระคุณ ดร.นิเวศน์ มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

โลกในมุมมองของ Value Investor 10 ธันวาคม 2553 (โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์)

“เมื่อผมเข้ามาอยู่ในแวดวงของการลงทุนเต็มตัว บ่อยครั้งผมคิดถึงประสบการณ์เก่า ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเล่นเกม “พนัน” ที่ผมเคยทำมา ส่วนใหญ่แล้ว เกม “พนัน” ที่ว่า มักจะเป็นเกมเดิมพันของ “ชีวิต” มากกว่าจะเป็นเรื่องของเงินทอง อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งผมก็เล่น “พนัน” เป็นเงินบ้าง และทุกครั้งก็เป็นการเล่นเพื่อความสนุกสนาน หนึ่งในการเล่นพนันที่ผมเคยทำก็คือการเป็น “เจ้ามือป๊อกเด้ง” และต่อไปนี้คือประสบการณ์ที่ผมคิดว่ามีประโยชน์สำหรับการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้น

ในการเป็นเจ้ามือป๊อกเด้งนั้น สิ่งที่ผมพบก็คือ ผมอาจจะได้เปรียบลูกมือเล็กน้อยในแง่ที่ผมสามารถเลือกที่จะ “จับ” หรือเปิดไพ่ของลูกมือก่อนโดยเฉพาะคนที่ “จั่ว” ไพ่ไปหลายใบและมีโอกาส “ตาย” ซึ่งจะทำให้ผมชนะหรือ “กิน” คนนั้นก่อน อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ผมมักจะเล่นได้กำไรเป็นกอบเป็นกำในช่วงเวลาหนึ่งติดต่อกันจนเงินบนหน้าตักผมกองท่วม อาจจะเป็นเพราะผมมีฝีมือ หรือที่น่าจะเป็นมากกว่าก็คือ “ดวง” กำลังขึ้น แต่หลังจากนั้น “ดวง” ผมก็มักจะเริ่มตก ผมเริ่มแพ้หรือเสียเงินมากขึ้นและมากขึ้นจนเงินกองโตนั้นลดลงไปเรื่อย ๆ จนแทบหมดซึ่งถ้าเวลายังเหลือ ผมก็จะต้อง “ควักเค้า” หรือเอาเงินจากกระเป๋าออกมาเพิ่ม และแล้ว โชคก็มักจะกลับมา ผมเริ่มได้กำไรและพอร์ต.. อุ๊บ.. กองเงินบนหน้าตักก็เติบโตขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็จะลดลงไปอีกในเวลาต่อมา เป็นวงจรหมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาประมาณตีสองซึ่งได้เวลานอนและเป็นเวลาที่ต้องเลิกเล่น นั่นก็จะเป็นเวลาตัดสินว่าผมจะได้หรือจะเสียเงินจากการเล่นพนันในครั้งนั้น

การเล่นหุ้นหรือการลงทุน โดยเฉพาะคนที่ทุ่มเท เอาจริงเอาจัง มุ่งมั่น และ “กล้าได้กล้าเสีย” บางทีผมก็คิดว่าอาจจะมีอะไรคล้าย ๆ กับการเล่นเป็นเจ้ามือป๊อกเด้งอยู่เหมือนกันในแง่ของผลตอบแทนหรือเม็ดเงินที่ได้หรือเสีย ลองมาดูตัวอย่างของนักลงทุนชื่อดังระดับโลกหลาย ๆ คน

คนแรกก็คือ Jesse Livermore “นักเก็งกำไรบันลือโลก” ลิเวอร์มอร์นั้นเป็นนักเก็งกำไรโดยเฉพาะในสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ โดยการใช้มาร์จินหรือเงินกู้มาเก็งกำไรมหาศาล วิธีการลงทุนนั้น แน่นอน คงเป็นการ “ซื้อนำ” ไล่ราคา รวมถึงการปล่อยข่าวต่าง ๆ ซึ่งในแนวนี้ก็คงคล้าย ๆ กับการทำตัวเป็น “เจ้ามือ” ป๊อกเด้ง ซึ่งมีความได้เปรียบคนที่ “ซื้อตาม” หรือลูกมืออยู่ไม่น้อย ผลการเล่นหุ้นหรือเก็งกำไรของลิเวอร์มอร์นั้นคล้ายคลึงกับเจ้ามือป๊อกเด้งมากนั่นก็คือ เขารวยขึ้นมหาศาลจนกลายเป็น “เซเล็บ” ที่คนรู้จักกล่าวขวัญกันไปทั่ว และต่อมาเขาก็เจ๊งจนล้มละลาย แต่ด้วยการที่ยังมี “เครดิต” หรือยัง “เหลือเค้า” อยู่บ้าง เขาจึงสามารถทำกำไรกลับมาได้อีก แต่แล้วเขาก็เจ๊งอีก นับได้ถึงสามครั้งที่เขาล้มละลายและกลับมาใหม่เหมือนเจ้ามือป๊อกเด้งเหมือนกัน โชคไม่ดีที่ครั้งสุดท้ายตอนที่เขาเลิกเพราะฆ่าตัวตาย พอร์ตของเขาเหลือศูนย์ดอลลาร์

คนที่สอง ผมยกให้ Julian Robertson ตำนานผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ อดีตผู้บริหารกองทุน Tiger Fund กองทุนเฮดจ์ฟันด์กองแรก ๆ ของโลกที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยเท็คนิคการลงทุนที่มาในแนว “VI” อยู่เหมือนกันแม้ว่าหลายคนอาจจะบอกว่าไม่ใช่ ผลตอบแทนที่โดดเด่นทำให้พอร์ตของเขาเติบโตมหาศาลจากปีเริ่มต้นในปี 1980 ที่พอร์ตแค่ 8 ล้านเหรียญกลายเป็น 7.2 พันล้านในปี 1996 และกลายเป็นเฮดฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วยกองทุนถึงกว่า 22 พันล้านเหรียญในปี 1998 แต่พอถึงปี 2000 “โชค” ก็ไม่เข้าข้างเขา กองทุน Tiger มีผลงานย่ำแย่มาก ผลงานพ่ายแพ้ดัชนี S&P ย่อยยับและผู้ถือหน่วยลงทุนพากันถอนทุนทำให้เขาต้องประกาศปิดกองทุน สาเหตุหนึ่งก็คือการที่กองทุนไม่ได้ถือหุ้นไฮเท็คที่กำลังร้อนแรงและราคาวิ่งกันมายาวนานเลย แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการที่ Tiger Fund ถือหุ้นบริษัท US Airway อยู่ในพอร์ตมหาศาล ซึ่งราคาหุ้นตกลงมาอย่างหนักและเขาปฎิเสธที่จะขายมัน ในที่สุด US Airway ก็ล้มละลายทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเสียหายยับเยิน ยังดีที่ Robertson ยังเหลือเงินส่วนตัวอยู่บ้าง ต่อมาเขาก็ใช้เงินนั้นช่วยเป็น “เงินเริ่มต้น” เพื่อก่อตั้งเฮดฟันด์ใหม่ ๆ อีกหลายสิบกอง นอกจากนั้นลูกน้องหลายคนที่เคยทำงานใน Tiger Fund ก็ออกไปตั้งกองทุนเฮดฟันด์ใหม่ ๆ อีกหลายกองที่เรียกกันว่า Tiger Cubs หรือกองทุน “ลูกเสือ” ส่วนตัวจูเลียนเองก็คงจะแก่เกินที่จะเล่นเองแล้วเขาจึงหันมาทำเรื่องการกุศลแทน

คนสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ Bill Miller ผู้บริหารกองทุน Legg Mason Value Trust บิล มิลเลอร์ เคยเป็นสุดยอดนักบริหารกองทุนรวมที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดในระยะเวลาที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือ ในระยะเวลา 15 ปี จากปี 1991-2005 กองทุนของเขาทำผลตอบแทนชนะดัชนี S&P ได้ทุกปีติดต่อกัน กองทุนเติบโตขึ้นจาก 750 ล้านเหรียญในปี 1990 เป็น 20 พันล้านเหรียญในปี 2006 เขาบอกว่าตนเองเป็น Value Investor ทั้ง ๆ ที่พอร์ตลงทุนของเขาเล่นหุ้นไฮเท็คจำนวนมากที่มีราคาหรือค่า PE สูงลิ่ว ในตอนนั้นเขาเป็น “ซุปเปอร์สตาร์” แต่แล้ว “โชค” ก็ไม่เข้าข้างเขา ตั้งแต่ปี 2006 ผลตอบแทนของเขาก็ตกต่ำลงและต่ำกว่าดัชนี S&P ในปี 2008 จากต้นปีถึงเดือนมิถุนายน พอร์ตเขาขาดทุนถึง 28% ในขณะที่ดัชนีลบแค่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้านับย้อนหลังไปสิบปี สถิติของเขาต่ำกว่าดัชนี S&P และแม้ว่าจะดูย้อนหลังไปตั้งแต่ตั้งกองทุน ผลตอบแทนที่เคยยอดเยี่ยมนั้นก็กลายเป็นธรรมดา คือดีกว่าดัชนี S&P เพียงนิดเดียว เทียบกับเจ้ามือป๊อกเด้ง นี่ก็คือช่วงที่เงินบนหน้าตักกองโตลดฮวบลงไปเกือบหมด เราคงต้องดูกันต่อไปว่าเงิน “บนหน้าตัก” จะโตขึ้นอีกไหมสำหรับ บิล มิลเลอร์

อาการแบบเจ้ามือป๊อกเด้ง หรือจะเรียกให้เท่ว่า “ป๊อกเด้งซินโดรม” นี้ ผมคิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อยถ้าเวลาของการเล่นหรือการลงทุนยาวพอ มันเกิดขึ้นได้กับนักลงทุนธรรมดาเช่นเดียวกับ “เซียน” มันเกิดขึ้นได้กับคนที่เป็นนักเก็งกำไรเช่นเดียวกับคนที่เรียกตัวเองว่า Value Investor ดังนั้น เราจะต้องไม่ประมาทและมีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป สถานการณ์ตลาดหุ้นที่เป็นกระทิงที่ยาวนานอาจทำให้เราฮึกเหิมและโลภเกินไปจนลืมไปว่า “หายนะ” นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าที่เราคิด เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าเราไม่แน่ใจ การ “เก็บเงินเข้ากระเป๋าบ้างในยามที่เงินกำลังกองเต็มหน้าตัก” ก็อาจเป็นกลยุทธ์ที่ไม่เลวนัก”

ครับ!! เมื่ออ่านจบแล้วทุกท่านได้แนวคิดอะไรกันบ้าง? สำหรับผมๆซึ่งอาจไม่ใช่นักลงทุนสไตล์เน้นหุ้นคุณค่าจ๋า ออกจะเป็นไปในแนวเทรดตามรอบเสียมากกว่า (แต่ก็มีหุ้นที่ผมถือยาวมาแบบ VI ในช่วงที่ผ่านมาเหมือนกัน) ก็สามารถนำเอาแนวคิดจากท่านมาปรับใช้กับกลยุทธ์การลงทุนในแต่ละรอบของผมได้เสมอมา ปรกติผมมักจะติดตามอ่านคอลัมภ์ของ ดร. เสมอ เพราะคิดว่าแนวคิดของผู้มีประสบการณ์อย่างท่านมีประโยชน์มากต่อการวางแผนในการลงทุนของเราแต่ละครั้ง โดยเฉพาะในประโยคที่ท่านกล่าวว่า

“เราจะต้องไม่ประมาทและมีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป สถานการณ์ตลาดหุ้นที่เป็นกระทิงที่ยาวนานอาจทำให้เราฮึกเหิมและโลภเกินไปจนลืมไปว่า “หายนะ” นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าที่เราคิด เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าเราไม่แน่ใจ การ “เก็บเงินเข้ากระเป๋าบ้างในยามที่เงินกำลังกองเต็มหน้าตัก” ก็อาจเป็นกลยุทธ์ที่ไม่เลวนัก”

การลงทุนไม่ว่าจะเป็นสไตล์ไหน คำว่ากำไรเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ซึ่งคำพูดของ ดร.นิเวศน์ ในประโยคนี้ ถ้าใครได้อ่านคอลัมภ์สนทนาภาษากระเรียนในสัปดาห์ก่อนจะเห็นว่า ผมเคยพูดไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นวอร์เรน บัฟเฟต หรือดร. นิเวศน์ เอง ท่านจะซื้อเมื่อราคาหุ้นคุณค่าลงมาจนถึงระดับนึงที่คำนวนไว้แล้วว่ามีราคาต่ำกว่ามูลค่าของมันเอง และจะถือรอไปอย่างใจเย็นจนราคาปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่ามูลค่าที่ประเมินเอาไว้ และก็จะขายถือเงินสดเพื่อความปลอดภัย (ขายในขณะที่เงินในกระเป๋ากองอยู่เต็มหน้า) แม้ว่าบางครั้งอาจจะขายหมูไปก็ยังสบายใจ เพราะเราถือเงินสดไว้ เราจะรอซื้อหุ้นหรือเอาไปลงทุนอย่างอื่นเมื่อไหร่ก็ได้ และอีกประเด็นหนึ่งที่ผมนำเอาคำสอนเหล่านี้มาสอนตัวเองเสมอ คือ อย่าฮึกเหิมหรือโลภจนเกินไป เพราะทุกอย่างไม่แน่นอน การมีวินัยในการลงทุนนั้นสำคัญมากๆนะครับ (อันนี้ผมขอให้เครดิตกับพี่หมอ Sawaddee เต็มๆ เพราะผมก็เอาแนวคิดเรื่องวินัยในการลงทุนนี้มาจากท่านเลย) คำว่าวินัยในการลงทุนนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาจะคัตลอสเท่านั้นนะครับ ในช่วงหุ้นขาขึ้นจนเรามีกำไรแล้ว เราก็สามารถใช้คำนี้ได้เช่นกัน นั่นก็คือ “อย่าปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุน” นั่นแหละครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะขออนุญาตขยายความจากที่ ดร.นิเวศน์ พูดก็คือการที่เราต้องรู้จักตัวเองครับ ว่าเราเหมาะกับการลงทุนแบบไหน เพราะทุกคนไม่มีทางที่จะถนัดและเก่งเหมือนกันหมดได้ แต่เราสามารถรู้ตัวเองได้ว่าเราเหมาะกับการลงทุนแบบไหน และยึดแนวทางนั้นในการลงทุน โดยต้องมีวินัยในการลงทุน ลองฝึกไปพร้อมๆกับผมสิครับ เมื่อเราเป็นคนมีวินัย เราจะรู้เองว่าเราควรจะต้องทำอะไรต่อไปในชีวิตการลงทุน สวัสดีครับ

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...