สนทนาภาษากระเรียน : แนวคิดแบบ Spider Support Method

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน หลายคนที่ติดตามผลงานของกระเรียนมานานคงจะเข้าใจวิธีการลงทุนในแบบนี้ดี (แต่คนที่เพิ่งจะเข้าวงการหรือเพิ่งอ่านมาไม่นานก็อาจจะเข้าใจผิดไปได้) ในสัปดาห์นี้ผมก็ขออธิบายถึงวิธีการลงทุนในสไตล์นี้กันให้เข้าใจกันให้มากขึ้นนะครับ

จริงๆวิธีการลงทุนในแบบ Spider Method นี้ จะเป็นเหมือนสไตล์การลงทุนที่ปรับตัวเองไปตามสภาพแวดล้อมโดยไม่ฝืนธรรมชาติ (ชายจริง หญิงแท้ ไม่เกย์) โดยผมจะประยุกต์ใช้ปัจจัยพื้นฐานเพื่อวิเคราะห์หุ้นที่มีผลประกอบการดีต่อเนื่อง และจะใช้เทคนิคเข้ามาเพื่อการหาแนวรับแนวต้าน ส่วนหุ้นที่มีผลประกอบการที่ไม่ดี แต่กราฟสวยผมก็จะเข้าไปเล่นสั้นๆเพื่อการเก็งกำไร จะไม่ถือยาวกับหุ้นปั่น สำหรับคนอื่นอาจจะเห็นเป็นหุ้นที่ไม่ดี นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจวิธีการดูกราฟที่ลึกซึ้งพอ แล้วก็จะเหมารวมว่าหุ้นปั่นต้องไม่ดี แต่สำหรับคนที่เล่นกราฟเป็นเขาจะชอบมากกับหุ้นพวกนี้ เพราะมีการทำกำไรได้เร็ว แถมมี Downside Risk ต่ำ ซึ่งถ้าเล่นไปตามรอบเป็น เล่นยังไงก็ขาดทุนยาก

ผมขอยกตัวอย่างพี่ชายในวงการที่ผมเคารพนับถืออยู่คนหนึ่ง เขายอมถูกแขวน SP กับหุ้น THL อยู่ประมาณ 2 ปี พอถอดเครื่องหมายออกวันแรกก็วิ่งทะลุจอ เขาได้กำไรไปหลายร้อยล้านทันที แล้วก็ขายหนีน้องๆไปซื้อบ้านอยู่นิวซีแลนด์ แบบนี้เรียกว่านักลงทุนที่ฉลาด เพราะหุ้นไม่มีคำว่า ห่วย (ไปไหนใครต่อใครชอบบ่นหุ้นห่วย เฮ้อ!) แต่จริงๆแล้วไม่มีหรอกครับหุ้นประเภทนี้ มีก็คนที่ลงทุนต่างหากครับที่เข้าใจจับจังหวะการเข้าทำกำไรหรือไม่ หรืออย่างอาจารย์ของผมเองท่านก็เรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ชั้นครูทีเดียวในการสอนทั้งปัจจัยเทคนิคท่านก็สอนผมแบบนี้ และผมก็เห็นจริงและยึดตามคำสั่งสอนของท่านเสมอมา และอีกท่าน (ท่านนี้เป็นอดีตประธานตลาดฯ บอกชื่อมาทุกคนก็จะอ๋อแน่ๆครับ เดี๋ยวไว้สักวันนึงผมจะไปขอสัมภาษณ์ท่านมาเขียนลงในนี้สักครั้ง) ที่คอยบ่มสอนผมในเรื่องการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งผมก็นำเอาความรู้จากทั้งสองท่านมาประยุกต์ให้เป็นสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับตัวผมที่สุด โดยไม่งงกับตัวเองว่าตกลงจะเป็น VI แต่ใช้กราฟเยอะ หรือจะหาปัจจัยพื้นฐานกับหุ้นปั่น ไม่บอกว่าตัวเองเป็น VI แต่ดูกราฟแล้วเล่นรอบซื้อที่ฐาน ฟังแล้วงงไหมหล่ะครับแบบนี้ การเป็นนักลงทุนต้องชัดเจนทุกครั้งนะครับ ไม่สับสนไปๆมาๆ วันนี้พูดแบบนี้ดี อีกวันพูดแบบนี้ไม่ดีซะแล้ว อย่างนี้งงกันหมดทั้งคนพูดและคนฟังครับ!!

ผมเห็นนักลงทุนหลายต่อหลายคนเข้าใจผิดในเรื่องการเป็น VI โดยการซื้อหุ้นที่ดอยสูงแล้วอดทนถือจนกระทั่งมันกลับไปกำไร ซึ่งจะเป็นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่สำหรับคนที่เขารู้วิธีเล่น เขาจะเป็น VI ตอนที่หุ้นลงมามากๆ แล้วจึงซื้อถือไปทุกวันทุกคืนก็หลับสบาย เพราะเงินของเขาคือกำไรที่งอกเงย ไม่ใช่เป็นเงินจม อย่างดร.นิเวศ เหมวชิรวรากรณ์ (ผู้ที่ผมเคารพนับถืออย่างสูงในวงการอีกท่านหนึ่ง) ท่านก็จะอธิบายไปในทางเดียวกับผม (จริงๆผมต่างหากที่อธิบายไปในแนวทางเดียวกับดร. 55) แต่จะแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยครับ ถ้าลองอ่านกันดูให้ดีๆ ผมอยากจะแนะนำให้ทุกท่านที่อยากเป็นนักลงทุนหุ้นคุณค่าให้ลองหาหนังสือของท่านโดยตรงมาอ่านสิครับ แล้วจะเห็นว่าดร.นิเวศเองท่านจะรอเป็น นั่นคือจะถือเงินสดเมื่อเห็นว่าหุ้นคุณค่าของท่านมันสูงจนเกินไป และจะรอจนหุ้นปรับฐานลงมาจนเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องซื้อที่ฐานแล้วรอบึ้ม (คนที่จะซื้อที่ฐานแล้วรอบึ้มควรต้องเป็นสไตล์แบบผมมากกว่า) เพราะท่านไม่ได้เน้นเทคนิคัล ท่านจึงจะเข้าไปซื้อและถือแบบ Let Profit Run แต่ส่วนมากไม่เข้าใจจริงและทำตรงกันข้าม เอาง่ายๆหากอ่านหนังสือของท่านดูก็จะเห็นว่าท่านก็ขายหุ้นคุณค่าของท่านเมื่อราคามันขึ้นมามากๆเหมือนกัน โดยไม่ได้ถือไปจนตลอดชีวิต และก็จะนำเงินไปลงทุนในหุ้นคุณค่าตัวใหม่ที่ราคายังไม่ขึ้น โดยไม่สนใจวอลุ่มของหุ้นว่าจะมีมากหรือน้อย ลองไปหาซื้อมาอ่านของเจ้าตัวโดยตรงสิครับ หรือรออ่านใน Settrade ก็ได้ ท่านกรุณาเขียนให้พวกเราอ่านแบบฟรีๆไม่เสียสตางค์สักบาทเดียว ผมยืนยันว่าของดร.นิเวศ ท่านคือของจริงในเมืองไทย หนึ่งเดียวในด้านปัจจัยพื้นฐาน ส่วนปัจจัยเทคนิคผมขอยกให้กับอาจารย์ของผมครับ (นักเทคนิคท่านอื่นอย่างเคืองกันนะครับ ทุกท่านก็เก่งกันทุกคน ถ้าได้กำไร $$$) ถ้าผมเลือกจะเป็นอะไร ผมจะไม่มาวิ่งอ้อมเขาไปฟังคนโน้นทีคนนี้ทีหรอกครับ ผมจะวิ่งเข้าหาคนที่เป็นของจริงเลย ไม่ดีกว่าหรือ???

คนที่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์มาคงจะทราบและเข้าใจในเรื่องของ “ค่าเสียโอกาส” ในเงินที่จมอยู่โดยไม่ได้กำไรนะครับ และในเรื่องของเวลาที่เสียไปโดยสูญเปล่า ก็ถือเป็นค่าเสียโอกาสเหมือนกัน (ผมไม่ขอเจาะลึกนะครับ ขี้เกียจเขียนอ่ะ!! เอาเนื้อๆก็แล้วกันนะครับ) ผมก็แปลกใจที่ช่วงนี้มีพวกเด็กใหม่ที่ไม่เข้าใจหลักการลงทุน พยายามเลียนแบบแนวคิดของบุคคลชั้นนำในวงการ แต่ก็คิดเป็นปิระมิดหัวกลับกันไปหมด หรือแม้แต่ผมเองที่เคยบอกทุกท่านว่าผมจะชอบเล่นรอบ โดยการซื้อที่ฐานแล้วรอจนกระทั่งราคามันพุ่งขึ้นไปแรงๆแล้วทะยอยขาย โดยไม่ซื้อขายเป็นรายวัน แต่ก็ไม่ถือยาวเป็นหลายๆปี ก็ยังถูกคนที่ไม่รู้เรื่องการลงทุนจริงๆให้เกียรติพาดพิงถึงเสมอๆ ที่ผมชอบเล่นแบบนี้เพราะตลาดหุ้นบ้านเราจะถือยาวๆมากๆแบบนั้นค่อนข้างอันตรายครับ หากไม่คิดเก่งแบบดร.นิเวศจริงๆ ซึ่งผมคงไม่บังอาจไปเทียบบุคคลชั้นครูได้หรอกครับ แต่เราสามารถเดินตามรอยของพวกท่านเหล่านั้นได้ ขออย่างเดียวคือ “อย่าหลงทาง”

อย่างตลาดในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาสามารถทำได้ เพราะความเสถียร (Stable) มากกว่าตลาดหุ้นบ้านเรา แต่เห็นไหมครับขนาดเสถียรขนาดนั้น แต่ฟองสบู่อสังหาฯของไอ้กันก็ยังแตก และตลาดหุ้นเองก็ร่วงแรงลงมาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ผมว่าคนอย่างวอร์เรน บัฟเฟต คงไม่ไล่ซื้อหุ้นตอนที่มันขึ้นจนเกือบจะสุดขนาดนั้นหรอก ลองช่วยผมเช็คในเบิร์กไชนส์ แฮธ่าเวย์หน่อยสิครับ ว่าสินทรัพย์ของเขามีขายออกไปตอนนั้นบ้างหรือเปล่าตอนที่หุ้นขึ้นสูงก่อนฟองสบู่อสังหาฯจะแตก คนอย่างวอร์เรนเป็นนักลงทุนคล้ายๆกับดร.นิเวศ คือชอบประหยัดและไม่ชอบพวกธุรกิจอะไรที่เข้าใจยาก คนที่จะเลียนแบบก็ควรดูไว้เป็นตัวอย่างนะครับ ผมเคยคุยกับคุณกุ้ง (M.D. ที่นี่แหละ) และเคยได้ยินว่าดร.เองเวลาเดินทางมาที่นี่ก็จะมาด้วย “รถเมล์” ทั้งๆที่ภรรยาท่านเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ท่านหนึ่งของ Asia Soft และอื่นๆอีกมากมายเนี่ยนะ สุดยอดไหมหล่ะครับ??!! ถ้าจะเป็นนักลงทุนแนวไหน ควรจะศึกษาจากต้นแบบโดยตรงเลยจะดีที่สุดนะครับ อย่าอยากเป็น VI แต่เน้นด้านเทคนิคหรือเทคโนโลยีมากกว่า หรืออยากจะเป็นเซียนกราฟ แต่ดันไปนั่งศึกษาแต่ PE, PB, ROA, ROE, NPV, IRR แบบนี้มันก็ผิดตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้วหล่ะครับ!! อ่านให้เข้าใจอย่างผู้ใหญ่คิดสิครับ แล้วคุณจะเก่ง

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...