สนทนาภาษากระเรียน : ภาคมังกรการลงทุน ตอนที่ 30

สวัสดีครับนักลงทุนและท่านนักอ่านทุกท่าน ตอนนี้หุ้นทุกตัวที่เคยบอกในสนทนาภาษากระเรียนก็เด้งมาครบทุกตัวแล้วนะครับ โดยทุกตัวก็ลงมาแถวๆแนวรับที่ผมให้ไว้และเด้งกลับไปทุกตัว (สามารถอ่านย้อนหลังได้ในตอนที่ 27 และดูผลลัพธ์ได้จากราคาจริงที่เกิดขึ้น) ในสัปดาห์นี้กระเรียนก็ขอยกยอดการเล่าเรื่องของสามก๊กเพื่อนำมาใช้ประยุกต์กับแนวทางการลงทุนหรือการบริหารธุรกิจของแต่ละท่านไปในสัปดาห์หน้า(อีกแล้ว) นะครับ เนื่องจากกระเรียนเห็นว่ามีข่าวที่สำคัญเรื่องค่าเงินที่คิดเอาเองว่าควรจะรีบนำมาเล่าเรียงเพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาเบื้องต้นกับนักลงทุนและนักธุรกิจเสียก่อน

ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังมีกระแสต่อเนื่องจากนักวิชาการหลายท่านที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาของแบงค์ชาติว่าไม่เหมาะสมและอยากให้ใช้ยาแรงเพื่อลดการเข้ามาของกระแสเงิน (Fund Flow) จากต่างชาติ ก็ถือว่าแต่ละภาคส่วนก็หวังดีและอยากมีส่วนร่วมในการช่วยประเทศกันทุกคน เพราะตรงนี้ถ้าแก้ปัญหาผิดพลาดไปนิดเดียวก็อาจส่งผลร้ายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างใหญ่หลวงได้

ในช่วงที่ปัญหาเศรษฐกิจมากมายรุมเร้าเข้ามาอย่างต่อเนื่องนั้น การแก้ปัญหาที่ผมคิดว่าถูกต้องที่สุดก็คือการแก้ปัญหาด้วยการยึดหลักความจริง ในขณะนี้เราต้องยอมรับว่าเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากตลอดเกือบทั้งปี ถ้าดูข้อมูลการเข้าซื้อหุ้นของต่างชาติจะเห็นได้ว่า ต่างชาติเข้าซื้อหุ้นในประเทศไทยสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางเดือนตุลาคมนับมีมูลค่าประมาณ 58,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ส่งผลให้หุ้นไทยทะยานขึ้นเกือบ 1,000 จุดร่อมร่อ ถ้าเราวิเคราะห์ตามตลาดนะครับ เงินบาทในความคิดของผมน่าจะแข็งค่าแถวๆ 29.40 – 29.50 บาท/USD และถ้ายังแข็งค่าต่อไปอีกอาจจะได้เห็นแถวๆ 29.10 – 29.20 บาท/USD ได้เหมือนกัน ถ้านะครับ!! ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมาตรการที่ควรนำมาใช้ก็คือการปรับตัวไปตามสภาวะการณ์ให้ได้ ถ้าถึงตรงนั้นแล้วต่างชาติเทขายบาททิ้งก็ไม่จำเป็นต้องไปใช้ยาแรง ยาเหลือง ยาแดง อะไรเลย เพราะถึงเวลาเขาก็ขนดอลล่าร์กลับอยู่แล้ว และเมื่อถึงตรงนั้นใครอยากจะแทรกแซง (ที่จริงก็ไม่ถือเป็นการแทรกแซงเพราะการแทรกแซงคือการเข้าไปซื้อดอลล่าร์ในขณะที่ยังไม่ถึงเวลา) หรือจะซื้อดอลล่าร์ก็ซื้อสิครับ มาตรการที่ควรจะมีที่สุดก็คือการผ่อนปรนให้ทุกคนสามารถซื้อเงินดอลล่าร์ได้สะดวกมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้มากกว่า

ผมจะสมมุติตัวอย่างสักหนึ่งตัวอย่างก็แล้วกัน สมมุติว่าเมื่อต้นปีค่าเงินบาทกำลังจะแข็งค่าลงมา แล้วเราไม่ต้องการให้เงินบาทแข็งค่ามากนัก การออกมาตรการก็ต้องออกในช่วงนั้น ไม่ใช่มาออกในช่วงที่ต่างชาติใกล้จะซื้อดอลล่าร์กลับ ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าแบงค์ชาติมาออกกฏคุมเงินทุนไหลเข้าในช่วงที่ต่างชาติกำลังจะเทขายบาทออกไป เศรษฐกิจทั้งระบบไม่ยิ่งพินาศเป็น 2 เด้งเลยหรือครับ ตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่แล้วเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทีนี้ไม่ใช่เพียงแต่ผู้ส่งออกเท่านั้นแล้วที่จะเสียหาย แต่จะกลายเป็นทุกภาคส่วนจะเสียหายกันหมด สมมุติว่ารัฐใช้ยาแรงเช่นมาตรการ 30% หรือลดดอกเบี้ยนโยบายลงแรงๆเพื่อให้เงินทุนของต่างชาติไหลออก แล้วถ้าต่างชาติทิ้งตลาดหุ้นโครมใหญ่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นแทนที่จะค่อยๆถอนการลงทุนออก พวกบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีผลกระทบไหมหล่ะครับ? มีแน่ และสมมุติว่ามองอย่างเลวร้ายที่สุด เกิดต่างชาติเข็ดตลาดหุ้นไทยแล้วทิ้งกันเกือบหมด ทีนี้พวกบริษัทจดทะเบียนทั้งที่มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งและไม่แข็งแกร่งจะเป็นอย่างไร บางแห่งอยากจะเพิ่มทุนก็เพิ่มไม่ได้เพราะไม่มีใครอยากจะซื้อหุ้นเพิ่มทุนกัน จนเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่จนบริษัทฯขาดทุนสะสมขึ้นมา

ทางออกแรกที่เขาต้องทำก็คือการปลดพนักงานออกเพื่อลดต้นทุนใช่ไหมครับ? ทีนี้คนตกงานมีอีกเยอะแน่ แล้วใครจะรับผิดชอบต่อพวกเขา บางคนบอกตลาดหุ้นไม่เกี่ยวกับ Real Sector สักเท่าไหร่ ผมขอค้านว่ามันเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออกเลยทีเดียวด้วยซ้ำ เอาง่ายๆ! บริษัทฯเหล่านั้นทั้งหมดคิดว่ามีพนักงานและคนงานจำนวนเท่าไหร่ครับ? บางบริษัทที่มีโรงงานหลายแห่งก็มีคนงานเป็นหมื่นคนแล้ว และถ้าคิดทั้งหมดจะขนาดไหน ถ้าเกิดบริษัทฯเหล่านั้นขาดสภาพคล่องจากการถอนการลงทุนด้วยยาแรงใครจะรับผิดชอบต่อผลที่ตามมากันครับ? ผมอยากรู้จริงๆ!!! ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านที่มีอำนาจต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุด เพราะหากพลาดขึ้นมา ผลเสียจะเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ขอฝากไว้ด้วยครับ

ด้วยความปรารถนาดี

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...