สนทนาภาษากระเรียน : ภาคมังกรการลงทุน ตอนที่ 29

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน สำหรับในสัปดาห์นี้กระเรียนก็ขออนุญาตทุกท่านนำเอาหุ้นทุกตัวที่เคยบอกไว้ในวันจันทร์ที่ 27/10/2010 หรือเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน (ในมังกรการลงทุน ตอนที่ 27) มาลงผลลัพธ์ดูนะครับว่าจะมีกำไรหรือขาดทุนอย่างไรบ้าง ตามนี้นะครับ (นับจากวันที่ 27/09/53 ถึง 8/10/53)

SENA น่าสนใจซื้อที่แนวรับแรก 2.26 – 2.28 บาท หากหลุดลงมาน่าซื้ออีกไม้ที่ราคา 2.16 – 2.20 บาท
ผลลัพธ์ : SENA ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ราคา 2.26 บาท (ไม่หลุดแนวรับแรก) เมื่อวันที่ 28/09/2010 และเด้งไปที่ 2.40 บาท เมื่อวันที่ 8/10/2010

IFEC น่าสนใจซื้อที่แนวรับแรก 1.42 – 1.44 บาท หากหลุดลงมาน่าซื้ออีกไม้ที่ราคา 1.36 – 1.38 บาท
ผลลัพธ์ : IFEC ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ราคา 1.42 บาท (ไม่หลุดแนวรับแรก) เมื่อวันที่ 4/10/2010 และเด้งไปที่ 1.47 บาท เมื่อวันที่ 6/10/2010

LPN หากหลุด 10.40 ลงมา น่ารับที่ 10.10 – 10.20 บาท อีกแนวรับนึงคือ 9.70 – 9.90 บาท
ผลลัพธ์ : LPN ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ราคา 10.10 บาท (ไม่หลุดแนวรับแรก) เมื่อวันที่ 28/09/2010 และเด้งไปที่ 12.10 บาท เมื่อวันที่ 8/10/2010

QH ถ้าไม่หลุด 2.64 บาทลงมาจะเด้งจากตรงนี้ หากหลุดลงมาน่าสนใจซื้อที่ราคาแถวๆ 2.54 – 2.56 บาท
ผลลัพธ์ : QH ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ราคา 2.60 บาท (หลุดแนวรับแรกลงมา 2 ช่อง) เมื่อวันที่ 28/09/2010 และเด้งไปที่ 2.70 บาท เมื่อวันที่ 29/09/2010

AP ตรงราคา 7.35 – 7.45 น่าทะยอยรับ หากหลุดลงมาน่าสนใจซื้ออีกไม้ที่ราคา 6.90 – 7.00 บาท
ผลลัพธ์ : AP ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ราคา 7.10 บาท (หลุดแนวรับแรกแต่ไม่หลุดแนวรับที่ 2) เมื่อวันที่ 27/09/2010 และเด้งไปที่ 7.65 บาท เมื่อวันที่ 29/09/2010

MOONG ถ้าไม่หลุดจากราคา 3.36 บาท น่าจะเด้งกลับจากตรงนี้ หากหลุดลงมาน่าสนใจที่ราคา 3.28 – 3.30 บาท
ผลลัพธ์ : MOONG ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ราคา 3.30 บาท (ไม่หลุดแนวรับที่ 2) เมื่อวันที่ 7/10/2010 และเด้งไปที่ 3.38 บาท เมื่อตอนปิดตลาดวันที่ 7/10/2010

TMT น่าสนใจซื้อที่ราคา 5.60 – 5.80 บาท อีกแนวรับนึงคือ 5.40 – 5.50 บาท
ผลลัพธ์ : TMT ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ราคา 5.75 บาท (ไม่หลุดแนวรับแรก) เมื่อวันที่ 5/10/2010 ขณะนี้ (ดูจากราคาปิดของวันที่ 7/10/2010) อยู่ที่ 5.90 บาท (แนะนำถือ)

หวังว่าทุกท่านที่ติดตามคอลัมภ์ของกระเรียนมาตลอดจะได้กำไรกันติดไม้ติดมือบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ สำหรับสไตล์การลงทุนของกระเรียนจะเป็นแบบนี้ คือการดักรอซื้อหุ้นเวลาที่มีการปรับฐานเกิดขึ้น (Spider Support Method คือการดักซื้อหุ้นที่มีแนวโน้มดีตอนที่ปรับฐานลงมาที่แนวรับ และรอขายหุ้นนั้นเมื่อมีราคาปรับตัวสูงขึ้นมากๆ) และเปรียบเสมือนการลงทุนแบบสะสมทรัพย์ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เล่นแบบเดย์เทรด และก็ไม่ได้เล่นแบบถือยาวๆ แต่จะเล่นเป็นรอบๆไปเรื่อยๆครับ วิธีแบบนี้เป็นวิธีที่ผมคิดว่าเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด และเป็นวิธีที่พอดีๆ ไม่เร็วเกินไปและไม่ช้าเกินไป ถ้านักลงทุนท่านใดชอบวิธีแบบนี้ก็หมั่นฝึกฝนไปเรื่อยๆ ถ้าท่านทำได้ก็จะรู้สึกสนุกกับการลงทุนครับ

ส่วนตัวของผมเองนั้นเป็นคนชอบการอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะด้านการเงินและการลงทุน ทั้งของมิสเตอร์วอเรน บัฟเฟต (ผู้บริหารเบิร์กไชนส์ แฮธาเวย์), บิล เกตตส์ (ผู้บริหารไมโครซอฟต์), สตีฟ จ๊อบส์ (สตีเฟ่น พอล จ๊อบส์ ผู้บริหารบริษัท Apple Computer และ Pixar Animation Studio ผู้คิดค้น IPAD ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ยังไงหล่ะครับ ) หรือแม้แต่เจ้าพ่อการตลาดอย่างฟิลลิป คอตเล่อร์ รวมทั้งไมเคิล อี พอร์เตอร์ (นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของโลก ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด) ก็เคยอ่านผ่านตาผ่านสมองมาหมดแล้ว (ยิ่งสมัยเรียน M.B.A. ยิ่งต้องค้นคว้าประวัตินักธุรกิจเหล่านี้) ทั้งสองท่านนี้เคยให้คำปรึกษากับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ในเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจไทย โดยศ.ไมเคิล อี.พอตเตอร์ ได้กล่าวว่า การจะขายสินค้าได้ ต้องมี 3 องค์ประกอบคือ 1.ทำต้นทุนสินค้าให้ต่ำ 2.สร้างสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่ง และ 3.ทำตลาดให้เป็นกลุ่ม มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน ขณะที่ ศ.ดร.ฟิลลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์การตลาดชื่อดังของโลกกล่าวว่า การลดต้นทุนลงได้ 10% ยอดขายสินค้าจะเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 10% ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า เมื่อลดต้นทุนได้ ราคาสินค้าจะต่ำลง สามารถกำหนดราคาขายสู้กับคู่แข่งได้มากขึ้นนั่นเอง เป็นต้น ซึ่งผมก็แนะนำนักลงทุนทุกท่านให้ได้อ่านถึงแนวความคิดแบบตะวันตก (รู้เขา) ว่าพวกนั้นเขามีวิธีคิดอย่างไร และนำมาประยุกต์กับแนวคิดแบบตะวันออก (รู้เรา) เช่นประยุกต์กับเรื่องราวสามก๊ก ในเหตุการณ์ต่างๆหรือบุคคลสำคัญๆ เพื่อนำมาสร้างอัตลักษณ์ (Identity) ความเฉพาะตัวในสไตล์การลงทุนของแต่ละคนได้นั่นเองครับ อย่างผมเองนอกจากจะลงทุนส่วนตัวแล้วก็พบว่าตนเองมีความสามารถในด้านการให้คำปรึกษาในด้านการเงินการลงทุน แก่นักธุรกิจและนักลงทุนที่ต้องการผลกำไรจากหลักทรัพย์และอื่นๆ โดยมีผลงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2546 – ปัจจุบัน รวมถึงการมีไลเซนส์นักวิเคราะห์ฯขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. เป็นเครื่องการันตี เป็นต้น

ผมขอยกตัวอย่างนักลงทุนและนักบริหารจากแนวคิดฝั่งตะวันออกที่ประสบความสำเร็จ อย่างคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ (CEO ของ 7-11) ผู้เขียนหนังสือ อ่านสามก๊ก ถกบริหาร, มหาอาณาจักรฮั่น อ่านประวัติศาสตร์ด้วยสายตานักบริหาร และ CEO โลกตะวันออก หรือคุณเจริญ วรรธนะสิน ผู้วิเคราะห์สามก๊กฉบับนักบริหาร ก็เป็นบุคคลต้นแบบของผมในหลักการคิดประยุกต์ในด้านการบริหารและการลงทุน อย่างคุณตัน โออิชิ นี่ก็เป็นต้นแบบในด้านหลักแนวคิดที่ว่า ให้แล้วรวย รวยแล้วให้ ของผมด้วยเช่นกัน รวมทั้งสถาบันที่สร้างนักบริหารชื่อดังของญี่ปุ่น เช่น มหาวิทยาลัยชูโอะ ที่เคยสร้างนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง คุณฟูจิโอะ มิตาราอิ (CEO บริษัทแคนนอน), คุณโอซามุ ซูซูกิ (CEO บริษัทซูซูกิ) ก็เป็นสถาบันตัวอย่างที่ผมชื่นชมในหลักแนวคิดจากโลกตะวันออก

เราจะเห็นได้ว่าแนวคิดของชาวตะวันตกจะเน้นในด้านความเป็นปัจเจกบุคคล เน้นที่ความสำเร็จของตัวบุคคล (วัตถุนิยม) มากกว่าแนวคิดแบบตะวันออกที่จะคิดว่าการให้ประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมเป็นหลักก่อนแล้วความสำเร็จจะตามมา (ปรัชญานิยม) ถ้านักลงทุนได้อ่านหนังสือจากประสบการณ์ชีวิตของผู้บริหารแบบตะวันออก และนำมาผนวกกับความรู้จากแนวคิดทางฝั่งตะวันตก คุณก็จะตกผลึกทางความคิดประยุกต์ในการลงทุนหรือการบริหารที่เป็นสไตล์เฉพาะตัวของคุณ และความสำเร็จก็อยู่อีกไม่ไกลครับ

และสุดท้ายขอพูดถึงข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวของคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงเรื่องมาตรการดูแลค่าเงินบาทว่ามีการยืนยันที่จะไม่ใช้มาตรการกันสำรอง 30% เพื่อควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ รวมถึงจะมีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกโดยเฉพาะรายเล็ก (SMEs) ซึ่งไม่สามารถประกันความเสี่ยงค่าเงิน โดยจะให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (Exim Bank) และเอสเอ็มอีแบงค์คอยช่วยเหลือ, การสนับสนุนให้มีการนำเงินตราออกไปลงทุนต่างประเทศ และจะใช้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทเพื่อนำเข้าสินค้าทุนต่างๆ โดยจะยังไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงินด้วยการใช้ยาแรงแต่อย่างใด

จากข่าวนี้กระเรียนเองก็เคยเสนอถึงรัฐบาลมาแล้วตั้งแต่ สนทนาภาษากระเรียน ในตอนที่ 27 และตอนที่ 28 ในเรื่องของการให้การช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการส่งออกที่มีผลกระทบเป็นรายๆไป โดยอย่าใช้ยาแรงเพราะจะส่งผลเสียอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจ รวมถึงในเรื่องการชำระหนี้เงินตราต่างประเทศและรีบนำเข้าสินค้าทุนเช่นน้ำมัน และก็ยินดีที่ภาครัฐเองก็เริ่มนำสิ่งที่ผมเคยแนะนำไปปรับใช้ในทุกข้อที่กล่าวถึง เหตุผลที่ผมแนะนำไปแบบนั้นเหตุผลในขั้นต้นเราทราบใช่ไหมครับว่าประเทศไทยของเรานั้นใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว เพราะฉะนั้นทุกคนทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับในกติกานี้โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกนิด เป็นตัวอย่างสมมุตินะครับ เช่น สมมุติเราไปกู้เงินซื้อบ้าน โดยธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ยทางเลือกมาให้ 1. คือแบบลอยตัว 2. คือแบบ Fix Rate สมมุติว่าคุณเลือกแบบลอยตัว (เหมือนที่ประเทศไทยเราเลือกในตอนนี้) เราก็ต้องยอมรับว่าดอกเบี้ยในอนาคตอาจมีการผันผวนมากๆได้ และก็ต้องยอมรับถึงผลได้ผลเสียที่จะตามมาด้วยตัวเอง เวลาคุณจะจ่ายดอกเบี้ยก็ต้องการจ่ายน้อยๆใช่ไหมครับ? (คงไม่มีใครอยากจ่ายดอกแพงๆหรอกนะ) แต่ทีนี้สมมุติว่าดอกเบี้ยในอนาคตกลับสูงขึ้น คุณก็ต้องจ่ายหนี้ดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทีนี้คุณไม่พอใจก็ไปร้องเรียนกับแบงค์ชาติว่าต้องการให้แบงค์ชาติมาช่วยแทรกแซงให้ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ลดลงหน่อย ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้ แต่ทางเดียวที่แบงค์ชาติจะทุเลาให้ได้ก็คือ การช่วยออกมาตรการ (เป็นทางอ้อม โดยไม่ใช่เข้าไปช่วยแทรกแซงทางตรง) เช่นอาจออกกฏให้ผู้กู้สามารถทำประกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น พอถึงเวลาจริงดอกเบี้ยเกิดสูงขึ้นจริงคุณก็จะจ่ายเท่าเดิมโดยมีเงินที่ประกันนั้นเข้ามาช่วย แต่ถ้าดอกเบี้ยลดลง คุณก็ได้จ่ายดอกน้อยลง แต่ก็อาจเสียค่าธรรมเนียมของประกันไปบ้าง เป็นต้น

ที่ผมพูดแบบนี้เพื่อยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆว่า ในระบบเศรษฐกิจบ้านเราในขณะนี้ก็เป็นระบบแบบลอยตัวในเรื่องของค่าเงินบาท เพราะฉะนั้น เมื่อธุรกิจอยู่ในระบบเช่นนี้ก็จำเป็นต้องยอมรับในกฏกติกาที่กำหนดในเรื่องของความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากค่าเงินในอนาคต เมื่อเกิดปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างในปัจจุบันนี้ ทางรอดที่ภาคธุรกิจจะทำได้ไม่ใช่ไปร้องเรียนให้ภาครัฐแก้ปัญหาด้วยการแทรกแซงค่าเงิน (จะให้ภาครัฐเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงเหรอครับ) แต่ทำได้ด้วยการขอให้ภาครัฐช่วยเหลือในด้านมาตรการประกันความเสี่ยงต่างๆให้จะดีกว่า รวมถึงการเรียนรู้ปรับตัวตามสถานการณ์ (เพราะเราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ มันอยู่เหนือการควบคุมของทุกคนนะครับ) อย่างภาคส่งออกบางบริษัทที่เขายังมีกำไรอยู่ได้ในขณะนี้ นั่นเพราะเขารู้แนวโน้มของค่าเงินว่าจะแข็งหรือจะอ่อนอย่างไร (แนวโน้มพวกนี้รู้ได้นะครับ จาก Indicators ต่างๆ) แล้วเขาก็สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ เช่นเขารีบใช้หนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศออกไปเมื่อค่าเงินบาทแข็งตัว หรือเขามีการวางแผนนำเข้าสินค้าพวกพลังงาน เครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆมาใช้กับธุรกิจ หรือเขาทำประกันความเสี่ยงค่าเงินเอาไว้ หรือมีการจ้างนักคิดเก่งๆมาช่วยวางแผนล่วงหน้า (ถ้าเป็นผมนะ ผมจะดูเลยว่าใครเก่งจริงๆในการคิดวิเคราะห์ล่วงหน้าจริงๆ ไม่ใช่เหตุการณ์เกิดแล้วก็ค่อยมาพูด และจะรีบส่งเทียบเชิญไปถึงบ้านเพื่อมาเป็นที่ปรึกษาให้กับผมทันที ) สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยเหลือทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจของบ้านเราให้ยั่งยืนได้ตลอดไปครับ ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่านสนทนาภาษากระเรียนในตอนนี้ เชื่อว่าถ้าอ่านแล้วคิดตามอย่างละเอียดทุกท่านที่กำลังเดือดร้อนในขณะนี้อาจจะมีทางออกให้แก่ธุรกิจของท่านได้ครับ

ด้วยความปรารถนาดี

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...