สนทนาภาษากระเรียน : ภาคมังกรการลงทุน ตอนที่ 28

สวัสดีครับทุกท่าน ในสัปดาห์นี้ผมก็ขอเขียนวิจารณ์ข่าวเศรษฐกิจกันต่ออีกสักสัปดาห์นะครับ ส่วนในสัปดาห์หน้าก็จะกลับมาเขียนเรื่องของสามก๊ก มังกรการลงทุน ให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับความบันเทิงกันต่อ หวังว่าจะไม่เบื่อหน้ากันไปก่อนนะครับ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญและมีผลกระทบในเชิงจิตวิทยาการลงทุนมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างแบงค์ชาติหรือแม้แต่นายกฯเองก็ออกมาบอกว่าจะยังคงไม่เข้าไปแทรกแซงหรือออกมาตรการสกัดค่าเงินแต่อย่างใด (ตอนนี้ยังแต่ต่อไปยังไม่แน่!!) ล่าสุดเมื่อย้อนไปดูกระแสเงิน (Fund Flow) ที่ไหลเข้ามาเพียงสัปดาห์ที่แล้วสัปดาห์เดียวก็ตั้ง 1.2 แสนล้านบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งโป๊กทะลุ 30 บาทลงมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงในวันเสาร์ที่ 2 ต.ค. 53 ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้รายงานทุนสำรองระหว่างประเทศว่ามีจำนวน 163,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 4,000 ล้านเหรียญ หรือกว่า 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแข็งค่าเงินสกุลต่างๆ รวมทั้งเงินบาทที่อยู่ในตะกร้าทุนสำรองเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ ด้านฐานะสุทธิ 11,100 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมแล้วมีทุนสำรองฯ สุทธิ 174,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็นับได้ว่าปึ๊กมากสำหรับเงินทุนสำรองของประเทศในขณะนี้

ตอนนี้ใครที่มีหนี้ต่างประเทศก็ควรรีบใช้เสียให้เร็วนะครับ อย่าชะล่าใจว่ายิ่งบาทแข็งก็ยิ่งใช้เงินน้อยลงเลยขอรอดูไปก่อน เพราะถ้าต่างชาติเขาขายบาทขนดอลล่าร์กลับเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นหนี้ก็จะกลับไปเพิ่มพูนขึ้นไปอีก ที่สำคัญเลยผมบอกมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเรื่องให้ซื้อน้ำมันตุนไว้สิครับ รวมถึงสินค้านำเข้าอย่างอื่นที่จำเป็นต่อประเทศก็รีบซื้อไว้ได้แล้ว เพราะตอนนี้เรามีเงินพอและเมื่อเทียบอัตราแลกเปลี่ยนแล้วก็นับได้ว่า เราจะได้ของถูกมากขึ้น มาถึงตรงนี้คนที่ไม่เข้าใจการ Movement ของวัฏจักรค่าเงินก็จะเริ่มขายดอลล่าร์ออกไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าเงินบาทจะแข็งตัวต่อเนื่องไปอีกยาวนาน ซึ่งความจริงตรงนี้มันไม่ใช่เวลาจะมาขายเงินดอลล์กันแล้วหล่ะครับ ยิ่งถ้าหันมาดูตลาดหุ้นบ้านเรา ดัชนีหลักทรัพย์ก็ทะยานฟ้าให้นักลงทุนส่วนใหญ่ชะล่าใจว่าจะสามารถไปได้ถึง 1,000 จุดเข้าไปทุกทีๆ แต่หากวันหนึ่งลูกโป่งแตกโพละขึ้นมา ผมไม่อยากนึกภาพคนที่ติดดอยไม้สุดท้ายเลยจริงๆ ยิ่งคนที่ดูกราฟไม่เป็นด้วยยิ่งแล้วใหญ่ (กราฟเทคนิคที่จริงสามารถใช้ได้ทั้ง VI และ VS นั่นแหละครับ)

บางคนเข้าใจผิดคิดว่าการซื้อหุ้นปันผลงามๆที่ราคาสูงเสียดดอยอินทนนท์นั้นเป็นการลงทุนแบบ VI (Value Investor) เมื่อราคาตกลงมาก็จะถือไปเรื่อยๆเพื่อกินเงินปันผล ที่จริงถ้าทำได้อย่างที่พูดก็คงจะพอกล้อมแกล้มได้ปันผลปลอบใจกันได้บ้าง แต่คนที่ชอบอ่านหนังสือของวอร์เรนท์ บัฟเฟ่ต์ หรือของ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์ ถ้าอ่านดีๆจะพบว่า นักลงทุนพวกนี้เขาไม่ใช่ว่าจะเข้าซื้อหุ้นตอนที่ราคาสูงมากๆเกิน Fair Value นะครับ แต่เขาจะถือเงินสดรอ (การถือเงินสดรอก็ถือเป็นการลงทุนเช่นกัน) จนกว่าหุ้นที่เขาสนใจนั้นมีราคาลดลงต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมที่เขาคำนวนไว้พอสมควร (ยิ่งถูกยิ่งดี) เขาจึงจะตัดสินใจซื้อหุ้นแล้วถือยาวต่างหากครับ (มีข้อแม้ว่าเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงมากๆ พื้นฐานหุ้นต้องไม่เปลี่ยนแปลงไปมากๆ) และถ้ายิ่งอ่านกราฟเทคนิคเป็นด้วยแล้วหล่ะก็ ยิ่งทำให้เราสามารถซื้อหุ้นดีๆได้ในราคาติดดินได้เลยทีเดียว

ทฤษฎีของกระเรียนที่ใช้เป็นประจำสำหรับการเลือกซื้อหุ้นปันผลดีๆ ก็คือการใช้ VI+VS ผมจะคำนวนก่อนเลยว่าหุ้นตัวนั้นๆมีมูลค่าที่เหมาะสมเท่าไหร่ แล้วจึงใช้กราฟเทคนิคมาวัดค่าอีกทีว่า หุ้นน่าจะลงมาที่เท่าไหร่ แล้วรอเข้าซื้อ หนึ่งผมได้ความสบายใจว่าได้ของดีราคาถูก สองผมได้รู้ว่าบริษัทนี้เขาเป็นยังไง มีหนี้ท่าไหร่ มีเงินสดเท่าไหร่ มียอดขายและมีกำไรเท่าไหร่ ผู้บริหารเป็นอย่างไร ฯลฯ สามผมได้รู้ว่าผมควรซื้อที่ราคาเท่าไหร่ และราคาที่ซื้อนั้นต่ำกว่า Fair Value หรือไม่ นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เสมอกับหุ้นพื้นฐานดีๆตลอดมาครับ

ด้วยความปรารถนาดี

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...