สนทนาภาษากระเรียน : ภาคมังกรการลงทุนตอนที่ 24

หากจะกล่าวถึงเรื่องราวในวรรณคดีสามก๊ก วีรบุรุษผู้หนึ่งที่มีทั้งรูปลักษณ์ที่งามสง่า มีฝีมือการรบที่หาใครทัดเทียมได้ยาก มีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนไม่พูดมาก ดูเหมือนเป็นคนอ่อนโยน แต่เมื่อมีศึกมาประชิดเมืองเมื่อไหร่ สิ่งแรกที่ข้าศึกนึกถึงเขาผู้นั้นก็คือคำว่ามัจจุราช เพราะมีเพลงอาวุธที่แข็งแกร่งและรวดเร็ว แม้จะตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูก็ยังสามารถเอาตัวรอดได้เสมอจนฝ่ายตรงข้ามยังต้องยกย่องให้เกียรติเมื่อกล่าวถึงชื่อของเขา รวมทั้งนักอ่านสามก๊กเมื่อพูดถึงเขาร้อยทั้งร้อยก็จะกล่าวถึงแต่เรื่องสดุดีในวีรกรรมและความจงรักภักดี ที่ไม่มีใครลืมได้ลงเลย

ครับที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อยทั้งจากประวัติศาสตร์จริงและจากวรรณกรรมที่เล่าขานถึงเขาผู้นั้น “เตียวหยุน จูล่ง สุภาพบุรุษไร้พ่าย ตอนที่ 1” หรือสุภาพบุรุษแห่งเสียงสาน เขามีรูปร่างสง่างามด้วยความสูงถึง 6 ศอก (เกือบๆ 190 เซ็นติเมตรเลยนะครับ) มีลักษณะนิสัยเยือกเย็นรอบคอบ สุภาพเรียบร้อย มีน้ำใจกล้าหาญ เขาชอบสวมเกราะสีขาว ซึ่งมีคนกล่าวกันว่า เกราะของจูล่งมักฉาบไปด้วยเลือด แต่เป็นเลือดของศัตรูหาใช่เลือดของจูล่งไม่ คำกล่าวนั้นย่อมแสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้นว่า จูล่งคนนี้มีฝีมือการรบเก่งฉกาจเพียงใด เดิมทีเขาเป็นทหารของอ้วนเสี้ยว แต่จูล่งไม่ค่อยชอบนิสัยของอ้วนเสี้ยวจึงหนีไปอยู่กับกองซุนจ้านที่เมืองปักเป๋ง เรื่องของเตียวจูล่งในสามก๊กเริ่มมาจากเมื่อครั้งกองซุนจ้านยกกองทัพไปช่วยอ้วนเสี้ยวเข้าตีเมืองกุนจิ๋วของฮันฮก แต่เมื่อตีเมืองได้อ้วนเสี้ยวกลับวางแผนเล่นงานกองซุนจ้านจนต้องหนีเปิดเปิงไม่คิดชีวิต ขณะนั้นเองจูล่งก็ได้เข้ามาช่วยเอาไว้ได้ นี่จึงเป็นฉากเริ่มของชายหนุ่มหน้าหยกคนนี้

จากนั้นจูล่งก็ได้เป็นนายทหารของกองซุนจ้าน แต่เขาก็รู้สึกว่าตนเองยังไม่ได้รับความสนใจจากเจ้านายสักเท่าไหร่ จูล่งสะสมความน้อยอกน้อยใจเอาไว้เงียบๆ แต่ไม่นานเขาก็ได้พบกับบุคคลอีกผู้หนึ่ง ซึ่งในวันข้างหน้าบุคคลทั้ง 2 นี้จะกลายมาเป็นขุนศึกคู่บารมีกันอย่างแท้จริง บุคคลผู้นั้นก็คือเล่าปี่ ผู้ที่ท่านยาขอบ (ผมขอยกเกียรติของท่านเป็นปรมาจารย์ด้านสามก๊กของไทยเลยนะครับ) ให้ฉายาว่า “ผู้พนมมือแก่ทุกชนชั้น” เมื่อทั้งสองได้พบปะกันและมีโอกาสสนทนาด้วยกัน จูล่งก็มั่นใจว่าเขาได้พบนายดีที่แท้จริงแล้ว เขาบอกแก่เล่าปี่ว่าอยากไปอยู่ด้วยกันกับท่านเล่าปี่ แต่เล่าปี่ตอบว่าขณะนี้ท่านยังเป็นขุนทหารของเพื่อนรักของข้าพเจ้า จึงยังมิบังควรที่จะมาอยู่ด้วยเรา เพราะจะเสื่อมเกียรติทั้งเราและท่านลงไป จูล่งได้ฟังดังนั้นแม้จะเสียใจแต่ก็ยิ่งรู้สึกนับถือในตัวเล่าปี่มากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ และเฝ้ารอคอยวันที่จะได้ไปอยู่ด้วยกับเจ้านายที่รักยิ่งของเขา

หลังจากนั้นไม่นานนัก กองซุนจ้านก็มีโอกาสพบปะทำศึกกับคู่ปรับเก่าของเขานั่นคืออ้วนเสี้ยว แต่ครั้งนี้กองซุนจ้านต้องมอบรางวัลแห่งการพบกันด้วยการฆ่าตัวตายพร้อมครอบครัวในกองเพลิง จากการพ่ายศึกในครั้งนี้ทำให้จูล่งเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่งและเฝ้ารอวันที่ตนเองจะพบกับนายใหม่ของเขาอยู่ทุกเวลา และเหมือนคนเคยทำบุญร่วมกันมาแต่ปางก่อนนะครับ ครั้งนั้นเล่าปี่เองก็หนีมาจากอ้วนเสี้ยวที่ตนไปขออาศัยมาได้ ส่วนจูล่งเองตั้งแต่นายเก่าตายในกองเพลิงไปก็เที่ยวออกตามหาเล่าปี่จนรู้ว่าเวลานั้นเล่าปี่อยู่ที่กิจิ๋ว แต่ระหว่างทางก็พบกับโจรภูเขาเข้า จูล่งจึงแสดงฝีมือต่อสู้จนพวกโจรภูเขาเหล่านั้นต่างขยาดในฝีมือและยกให้จูล่งเป็นหัวหน้าจนกระทั่งทั้งเล่าปี่ได้พบกับจูล่งอีกครั้งหนึ่ง ครานี้ทั้งสองต่างดีใจด้วยกันทั้งคู่ที่จะได้ร่วมกำลังกันฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นในอนาคต

เล่าปี่เมื่อได้จูล่งมาอยู่ด้วยก็ตั้งให้เป็นองครักษ์พิทักษ์ปี่ทันที (และไม่ใช่แต่เพียงปี่อย่างเดียว ทั้งขลุ่ย จะเข้ ซอ ขิม จูล่งก็รับดูแลหมดทั้งครอบครัวด้วย) ซึ่งเล่าปี่เองก็ไว้วางใจให้จูล่งดูแลครอบครัวของเขาด้วยเช่นกัน จากนั้นเล่าปี่ก็รบกับกองทัพของโจโฉแต่ด้วยกำลังพลที่น้อยกว่าจึงแพ้หนีไปอาศัยเล่าเปียวแห่งเกงจิ๋ว หลังจากเล่าเปียวตายเล่าจ๋องก็ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนแต่ก็ยอมแพ้ต่อโจโฉ เล่าปี่จึงต้องหนีต่อไปอีกโดยที่มีชาวบ้านตามไปกับเขาด้วย จึงทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้าทุลักทุเล เมื่อโจโฉตามมาถึงก็เข้าโจมตีจนทัพของเล่าปี่แตกพ่าย จูล่งเองในขณะนั้นเป็นองครักษ์ให้กับลูกเมียของเล่าปี่ทั้ ง 2 คน คือนางกำฮูหยินและบิฮูหยินรวมทั้งลูกน้อยของเล่าปี่ที่ชื่ออาเต๊าก็พลัดหลงกันในระหว่างกำลังหนีทัพของโจโฉอยู่ เขาได้ออกตามหาทั้ง 3 คนจนพบกับกำฮูหยินและพานางไปหาเตียวหุยซึ่งรออยู่หน้าสะพานเตียงปัน ระหว่างนั้นมีข่าวลืออกมาว่าจูล่งได้ยอมสวามิภักดิ์กับโจโฉแล้ว ทำให้เตียวหุยโกรธมาก แต่เล่าปี่ไม่เชื่อและบอกกับทุกคนว่าจูล่งนั้นมาอยู่กับเราในยามยาก เขาคอยช่วยเหลือเราทุกอย่างมาตลอด ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จูล่งจะเอาตัวรอดไปเข้ากับโจโฉแน่ เมื่อเตียวหุยพบจูล่งพานางกำฮูหยินมาพบจึงเข้าใจและซาบซึ้งในน้ำใจของจูล่ง จากนั้นเขาจึงควบม้าออกไปตามหาบิฮูหยินอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างทางเขาได้สังหารแฮหัวอิ๋นและยึดดาบชิงกังมาได้ และบุกตะลุยจนมาพบกับบิฮูหยินอุ้มอาเต๊าที่บ่อน้ำแห่งหนึ่ง จูล่งรีบเชิญให้นางขึ้นม้า แต่บิฮูหยินได้รับบาดเจ็บที่ขาจึงฝากอาต๊าให้จูล่งไป ส่วนตัวของนางยอมสละชีพกระโจนลงไปในบ่อเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่จูล่งในการช่วยเหลืออาเต๊า จูล่งเสียใจมากแต่ก็กัดฟันพังกำแพงปิดทับบ่อน้ำนั้น แล้วเอาอาเต๊าผูกเอาไว้ในเสื้อเกราะจากนั้นจึงขึ้นม้าและบุกตะลุยออกไปเผชิญกับกองทัพโจโฉด้วยตัวคนเดียว

จูล่งแสดงความสามารถการต่อสู้ให้กองทัพโจโฉเห็นอย่างยิ่งใหญ่ เขาเพียงคนเดียวสามารถฆ่าฟันทหารโจโฉนับหลายสิบนายได้อย่างไม่ยากเย็น จนโจโฉแปลกใจว่าในกองทัพของเล่าปี่มีขุนศึกที่เก่งฉกาจแบบนี้อยู่ด้วยหรือ จึงให้แฮหัวตุ้นไปถามทราบชื่อมาว่าชื่อ จูล่งแห่งเสียงสาน โจโฉชื่นชอบในฝีมือและความกล้าหาญของจูล่ง จึงสั่งให้ทหารจับเป็น แต่จูล่งก็สามารถหนีรอดกลับมาที่สะพานเตียงปันได้ เมื่อเตียวหุยเห็นสภาพของจูล่งเขาก็ทึ่งในน้ำใจของจูล่ง เตียวหุยน้ำตาซึมพลางบอกให้จูล่งรีบเข้าไปหาเล่าปี่ทันที ส่วนตนจะคอยรับมือกับกองทัพโจโฉเอง เมื่อเล่าปี่เห็นสภาพของจูล่งก็ร้องไห้วิ่งเข้ามากอด จูล่งจึงแจ้งว่าสามารถช่วยอาเต๊ามาได้ แต่นางบิฮูหยินยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องอาเต๊าแล้ว และส่งอาเต๊าซึ่งกำลังหลับสนิทให้แก่เล่าปี่ทันที เมื่อเล่าปี่อุ้มอาเต๊าขึ้นมาก็กำลังจะกอดลูกของตัวเอง แต่พลางก็หย่อนสายตาไปเห็นสภาพของจูล่งที่ผ่านการต่อสู้อย่างแสนสาหัสมาแล้วก็โยนอาเต๊าลงแล้วกล่าวว่า เพราะลูกคนนี้จึงทำให้เราเกือบเสียจูล่งไปแล้วก็ร้องไห้ เมื่อจูล่งได้ฟังดังนั้นก็ตื้นตันใจและกล่าวว่าแม้นหากต้องตายก็ไม่เคยคิดเสียดายชีวิตและจะขอติดตามเล่าปี่ตลอดไป

นี่แหละครับยอดขุนศึกที่แท้จริงที่สุดในสามก๊ก เมื่อผมอ่านจนจบตอนนี้ทีไร ผมเองก็รู้สึกยกย่องในวีรกรรมของจูล่งเสมอ เขาไม่เพียงแต่เป็นนายทหารผู้มีฝีมือเท่านั้น แต่เขามีความจริงใจและจงรักภักดีต่อเล่าปี่ตลอดมา นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเล่าปี่เอง หรือฝ่ายโจโฉต่างก็ยกย่องให้เกียรติจูล่ง คนที่จะเป็นผู้บริหารคนได้นั้น ไม่ใช่แต่เพียงเก่งในเรื่องการคิดโปรเจ็คต่างๆเท่านั้นนะครับ การซื้อใจผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน เพราะในวันหนึ่งเมื่อธุรกิจของเราเกิดปัญหาขึ้นมา คนส่วนใหญ่ต่างก็คิดตีจากไปแสวงหางานที่มั่นคงกว่าทำทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่จะรักภักดีต่อผู้บริหารและองค์กรอย่างจริงใจ ถ้าเราพบคนๆนั้นแล้วอย่าปล่อยให้เขาหลุดมือไปง่ายๆ เพราะไม่แน่บางทีอนาคตข้างหน้าเมื่อผู้บริหารจะกลับมายิ่งใหญ่ก็อาจจะมาจากการช่วยเหลือของขุนพลผู้ภักดีแบบจูล่งก็ได้ บางครั้งคนเรามักไม่ค่อยเห็นถึงความสำคัญของคนใกล้ตัว จะมารู้ค่าอีกทีก็ตอนที่เขาจากเราไปแล้ว ซึ่งมันก็จะสายเกินไป สังเกตุกันไหมครับว่าคนอย่างจูล่งเป็นฝ่ายเข้ามาขออยู่กับเล่าปี่ และเล่าปี่เองก็เห็นในความตั้งใจของจูล่งเช่นกัน “เมื่อนายกล้าขอมาเราก็กล้ารับ” จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นักบริหารทุกท่านจะนำไปใช้ได้เช่นกัน เพราะคนที่กล้าเดินเข้ามาคุยกับเรา นั่นย่อมหมายถึงอย่างน้อยที่สุดเขาก็มีความกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นๆอีกหลายคนอยากทำแต่ไม่กล้า การให้โอกาสจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะสร้างคนเพื่อที่จะเข้ามาพัฒนาองค์กรร่วมกันให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนครับ

ด้วยความปรารถนาดี

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...