สนทนาภาษากระเรียน : ภาคมังกรการลงทุน ตอนที่ 21

สวัสดีครับทุกท่าน ในสัปดาห์ที่แล้วผมได้เล่าเรื่องของลิโป้ เฟยเสียง เทพเจ้าแห่งสงครามไปพอเป็นสังเขปแล้วนะครับ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้รับอรรถรสจากเรื่องราวของสามก๊กแบบแฝงแนวคิดไปไม่มากก็น้อย สำหรับตัวผมเป็นคนชอบอ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ในความคิดส่วนตัวก็อยากรู้เรื่องราวในอดีต การประสบความสำเร็จของคนในอดีตเขาทำกันอย่างไร และเขาทำอะไร คิดแบบไหนทำไมถึงล้มเหลว เพื่อเอามาสอนใจตัวเองไม่ให้ก้าวเดินไปในทางที่ทำให้ตกต่ำ และก็หวังลึกๆว่าทุกท่านที่อ่านทั้งท่านที่ชื่นชอบและไม่ชื่นชอบก็จะได้ความสนุกเพลิดเพลินแฝงแนวคิดไว้ประยุกต์ใช้กับการลงทุนของท่านไม่มากก็น้อยนะครับ ผมยินดีรับฟังทุกคำติชมด้วยความคารวะจากใจจริงครับ

ในสัปดาห์นี้กระเรียนก็จะขออนุญาตเล่าถึงเรื่องราวของ “อ้วนเสี้ยว ผู้สูญเสียเพราะตนเอง” ให้ทุกท่านฟังกันพอเป็นสังเขปนะครับ เรามาเริ่มย้อนอดีตไปในสมัยสามก๊กกันได้เลยครับ

อ้วนเสี้ยว มีชื่อรองว่า เปิ่นซู เขาเกิดในตระกูลอ้วนอันโด่งดังและเป็นตระกูลผู้ดีเก่าของจีนในยุคนั้น เขาเป็นเพื่อนรักกับโจโฉมาตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มกระทง และได้เป็นเจ้าเมืองปักเอี้ยงเมื่อมีอายุแค่ 23-24 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็เกิดกบฏโจรโพกผ้าเหลืองขึ้น อ้วนเสี้ยวเองก็เป็นแม่ทัพที่มีผลงานในการปราบกบฏในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ต่อมาเมื่อมีการผลัดแผ่นดินจากพระเจ้าเลนเต้ไปสู่พระโอรสองค์โตหองจูเปียน และหองจูเหียบอนุชาซึ่งเป็นบุตรของโฮฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งเป็นตันลิวอ๋อง ซึ่งนางโฮฮองเฮานี้ก็เป็นน้องสาวของแม่ทัพโฮจิ๋น ซึ่งอ้วนเสี้ยวเองก็อยู่ข้างฝ่ายโฮจิ๋น และแม่ทัพโฮจิ๋นคนนี้นี่เองที่เป็นคนเชิญชวนให้ตั๋งโต๊ะยกทัพพล 2 แสนเศษเข้ามาช่วยในยามที่ราชสำนักวุ่นวายจาก 10 ขันที แต่ 10 ขันทีก็รู้ถึงแผนนี้จึงหาวิธีลอบสังหารโฮจิ๋นได้สำเร็จ แต่สุดท้ายตั๋งโต๊ะเองก็เข้ามาในเมืองหลวงและสามารถปราบพวก 10 ขันทีลงได้ จากนั้นก็ปลดหองจูเปียนออกและให้หองจูเหียบขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน อ้วนเสี้ยวจึงเป็นที่รู้จักกันในวรรณกรรมสามก๊กเป็นครั้งแรกก็ด้วยเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกับตั๋งโต๊ะในเรื่องการปลดฮ่องเต้หองจูเปียนนี้เอง

เมื่ออ้วนเสี้ยวแตกหักกับตั๋งโต๊ะแล้วก็แยกตัวออกไปตั้งตนเป็นอิสระที่เมืองปักเอี้ยงเพื่อรวบรวมกำลังพล และภายหลังก็เข้าร่วมกับโจโฉและกองทัพของเจ้าเมืองรวม 18 หัวเมืองเพื่อทำการปราบปรามตั๋งโต๊ะ แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เนื่องจากเมื่ออ้วนเสี้ยวได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ของกองทัพ 18 หัวเมือง ก็มีแต่การขัดแย้งกันเกิดขึ้นเสมอ ทั้งตัวอ้วนเสี้ยวกับขุนพล และขุนพลต่อขุนพลด้วยกันเอง ก็เต็มไปด้วยความไม่ลงรอยกัน สุดท้ายก็เลิกรากันไปในขณะที่ยังทำการไม่สำเร็จ แต่ในที่สุดตั๋งโต๊ะก็ถูกจัดการด้วยแผนการของอ้องอุ้น

หลังจากที่ตั๋งโต๊ะถูกสังหารแล้ว โจโฉก็เริ่มกุมอำนาจแทนโดยสามารถเข้าถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ในเมืองหลวง ทำให้อ้วนเสี้ยวไม่พอใจและคิดอิจฉาโจโฉตั้งแต่นั้นมา เมื่อโจโฉปราบทั้งอ้วนสุดและลิโป้ได้แล้ว ก็แบ่งกันเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คืออ้วนเสี้ยวคุมอยู่ทางฝ่ายเหนือ และโจโฉคุมอยู่ทางฝ่ายใต้ สุดท้ายสงครามระหว่าง 2 ฝ่ายก็ระเบิดขึ้นที่สมรภูมิกัวต๋อ ซึ่งอ้วนเสี้ยวมีกำลังพลมากกว่าโจโฉถึง 10 เท่า แต่ด้วยอุปนิสัยของอ้วนเสี้ยวเองที่เป็นคนโลเลไม่หนักแน่น ชอบฟังแต่คนประจบสอพลอ ซึ่งผมจะขอนำหลักฐานการเป็นคนชนิดไม้หลักปักขี้เลนมาจากคำพูดของซุนฮกและกุยแก ถึงอุปนิสัยที่จะทำให้อ้วนเสี้ยวพินาศ 10 ประการ ดังนี้ครับ

“อ้วนเสี้ยวเป็นคนถืออิสริยยศ มิได้เอาความคิดผู้ใด เป็นคนใจหยาบ ชอบคุยโตโอ้อวด จะว่าการสิ่งใดก็ไม่ได้สิทธิ์ขาด เป็นคนเห็นแก่ญาติพี่น้อง ไม่ได้ตัดสินสิ่งใดไปตามความถูกต้อง เมื่อคิดการสิ่งใดมักกลับเอาร้ายเป็นดี ดีเป็นร้ายเสีย เมื่อจะเลี้ยงดูผู้ใดต่อหน้าจะว่ารัก ลับหลังจะว่าชัง ชอบฟังคำยุยง เอาแต่ใจตน และประการสุดท้ายอ้วนเสี้ยวมิได้รู้กลศึก แต่ก็ชอบที่จะทำศึกแบบล่อลวง จะแพ้หรือชนะก็ไม่รู้ นี่คือข้อเสียสิบประการของอ้วนเสี้ยว”

คราวนี้เรามาดูข้อดีขอโจโฉ 10 ประการกันบ้างนะครับ ว่ามีอะไรบ้างที่เราๆท่านๆจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารกิจการงานต่างๆให้ประสบความสำเร็จได้ ข้อดีทั้ง 10 ประการมีดังนี้ครับ

“โจโฉเป็นคนที่ไม่ถือตัว เมื่อจะทำการสิ่งใดถ้ามีผู้น้อยขัดก็จะรับฟังด้วยเหตุผล มีน้ำใจโอบอ้อมอารีกับเหล่าทหาร จะทำการสิ่งใดก็ถือเอาบัญชาของฮ่องเต้เป็นหลัก เมื่อจะว่ากล่าวสิ่งใดก็เป็นสิทธิ์ขาด รวมทั้งมีใจยุติธรรมว่ากันไปตามถูกผิด เมื่อตั้งใจจะทำสิ่งใดก็จะทำให้สำเร็จ เมื่อจะรักผู้ใดก็จะรักโดยสุจริตมิได้ล่อลวงต่อหน้าอย่าง ลับหลังอีกอย่าง จะทำอะไรก็ทำตามหลักประเพณีโบราณ และที่สำคัญที่สุดก็คือโจโฉเป็นคนที่รู้กลศึกอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าข้าศึกมีกำลังมากกว่าก็มีแผนการศึกเอาชนะได้ ”

เห็นกันชัดๆแบบนี้แล้วอ้วนเสี้ยวจะไปรอดได้อย่างไรหล่ะครับ!! แม้อ้วนเสี้ยวมีกำลังมากกว่า แต่เมื่อรบด้วยความประมาทไม่ฟังคำคนที่ภักดี สุดท้ายคนดีก็เอาใจออกห่าง แถมยังส่งคนขี้เมาไปคุมกองเสบียง ก็เสร็จโจโฉสิครับ ทีนี้เมื่อเสบียงขาดแคลน กองทัพทั้งหมดก็ระส่ำระสาย สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้แก่โจโฉ ส่วนตัวอ้วนเสี้ยวเองหลังจากแพ้มาก็ล้มป่วยลงและก็ตรอมใจตายในที่สุด

เมื่อทุกท่านอ่านกันมาถึงตรงนี้คงจะเห็นเหมือนที่ผมเห็นนะครับ ว่าอ้วนเสี้ยวนั้นแพ้ด้วยนิสัยของตัวเองจริงๆ ทั้งๆที่มีทุกอย่างเหนือกว่าคู่ปรับ แต่สุดท้ายก็ยังแพ้แก่คนที่มีกลยุทธ์ที่เหนือกว่าอย่างโจโฉจนได้ ตอนนี้ผมคิดว่าเป็นตอนที่น่าสนใจมากสำหรับผู้บริหารทุกคน รวมถึงนักลงทุนด้วย เพราะการที่เราจะประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้นั้น นิสัยส่วนตัวของเราก็เป็นอีกตรรกะหนึ่งที่สำคัญในการทำให้เราประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ ถ้าสมมุติว่าอ้วนเสี้ยวเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น แค่วิธีคิดของเขาก็ดูออกแล้วว่าเขาจะต้องแพ้ตลาดฯอย่างแน่นอน ทั้งๆที่เขามีเงินมากมาย แต่ในที่สุดก็จะหมดตัว และเมื่อหมดแล้วแทนที่จะคิดย้อนกลับมาดูว่าพลาดเพราะอะไร และหาทางแก้ไขปัญหา รวมทั้งหาวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง แต่กลับหมดกำลังใจ คิดมาก คิดแต่ในแง่ลบ โทษคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยโดยไม่โทษตัวเองว่าศึกษามาไม่ดีเอง (ซึ่งถ้าเป็นคนอย่างโจโฉ เมื่อลงทุนแล้วพลาด เขาคงคิดว่าเป็นเพราะอะไรทำไมจึงพลาดและหาวิธีเอาชนะให้ได้ในที่สุดแทน) สุดท้ายก็ตรอมใจหรือไม่ก็คิดสั้น ทั้งๆที่ถ้าคิดมุมกลับแบบโจโฉว่าถึงแม้จะขาดทุนในรอบนี้ แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ได้ประสบการณ์กลับมาเป็นบทเรียนที่สำคัญ เพื่อที่จะได้ไม่ทำพลาดอย่างเดิมอีก

ผมเชื่อเหลือเกินว่าจากประวัติของอ้วนเสี้ยวนี้ สามารถใช้สอนใจพวกเราได้ทุกยุคทุกสมัยนะครับ หากแต่เราต้องประยุกต์ให้เหมาะกับสถานการณ์ในขณะนั้น บางทีความรู้ต่างๆที่ได้ร่ำเรียนมาก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากไปกว่าอุปนิสัยส่วนตัว ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ในอนาคตครับ

ด้วยความปรารถนาดีจากใจ

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...