สนทนาภาษากระเรียน : ภาคมังกรการลงทุน ตอนที่ 20

สวัสดีครับนักลงทุนและนักอ่านทุกท่าน ในสัปดาห์นี้คอลัมภ์สนทนาภาษากระเรียนก็มาถึงตอนที่ 20 แล้ว และในตอนนี้ผมขออนุญาตทุกท่านเล่าเรื่องของสามก๊กกันต่อนะครับ หลังจากเขียนถึงเรื่องอื่นๆมา 2 สัปดาห์ติด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถทำให้ทุกท่านได้รับความบันเทิงปนสาระกันไม่มากก็น้อยนะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

สำหรับสามก๊ก มังกรการลงทุนในสัปดาห์นี้ ผมขอเล่าถึงในตอน “ลิโป้ เฟยเสียง เทพเจ้าแห่งสงคราม” ผู้ที่เคยพบความรุ่งเรืองถึงขีดสุด เป็นคนที่มีความสามารถด้านการรบอย่างหาตัวจับได้ยากที่สุดคนหนึ่งในยุคสามก๊ก แต่สุดท้ายต้องพบจุดจบอย่างน่าเสียดาย เรามาย้อนอดีตเพื่อนำแนวคิดของตัวละครในสามก๊กมาประยุกต์เพื่ออนาคตกันเลยครับ

“ลิโป้” มีชื่อรองว่า เฟยเสียง เป็นชาวอู่เหยียน มณฑลซานซี ดินแดนทางตอนเหนือของแผ่นดินจีน ลิโป้ในสมัยหนุ่มได้เข้ามาเป็นองครักษ์ให้กับเต็งหงวนข้าราชสำนักของราชวงศ์ฮั่น ซึ่งลิโป้ก็ได้เรียกเต็งหงวนว่าบิดามาโดยตลอด เขาได้มีโอกาสเป็นที่รู้จักครั้งแรกก็เมื่อ ตั๋งโต๊ะ ได้ยึดอำนาจตั้งตัวเป็นผู้สำเร็จราชการแทนและถอดหองจูเปียนออก แล้วให้หองจูเหียบพระอนุชาต่างมารดาขึ้นเป็นฮ่องเต้แทนในงานเลี้ยงที่ตั๋งโต๊ะจัดขึ้น แต่เต็งหงวนก็ได้ลุกขึ้นมาโต้เถียงกับตั๋งโต๊ะจนเกือบจะเกิดการฆ่าฟันกัน ดีแต่ว่าที่ปรึกษาของตั๋งโต๊ะได้เข้ามาช่วยระงับไว้ได้ก่อน ตั๋งโต๊ะเมื่อเห็นลิโป้เป็นครั้งแรกก็นึกชื่นชอบในตัวอยู่มาก คิดอยากได้ตัวมาทำงานให้กับตน จึงส่งลิยูเข้าไปเกลี้ยกล่อมและมอบของกำนัลต่างๆรวมทั้งม้าเช็กเทาให้แก่ลิโป้ ทำให้ขุนพลผยองเดชดีใจมาก จึงถามลิยูกลับไปว่าท่านตั๋งโต๊ะให้ของขวัญมากมายเช่นนี้ ท่านอยากได้อะไรเป็นการตอบแทน ลิยูจึงตอบว่าตั๋งโต๊ะอยากได้คนดีมีฝีมือไว้ใกล้ชิด เมื่อลิโป้ถามว่าจะเอาอะไรกลับไปเป็นของขวัญแก่ตั๋งโต๊ะบ้าง ลิยูจึงตอบว่าต้องขึ้นอยู่กับลิโป้ว่าจะกล้าทำหรือไม่ เมื่อลิโป้ตอบว่าจะเป็นอะไรตนก็ยินดี ดังนั้นศีรษะของเต็งหงวนจึงต้องกระเด็นออกจากบ่าเป็นของรางวัลที่ลิโป้นำไปให้แก่ตั๋งโต๊ะ

แล้วลิโป้ก็ได้เป็นขุนศึกคู่กายควบตำแหน่งลูกบุญธรรมของตั๋งโต๊ะตั้งแต่นั้นมา ซึ่งลิโป้เองก็เรียกตั๋งโต๊ะว่าท่านพ่อมาโดยตลอด (นี่จึงเป็นที่มาของคำว่าลูก 3 พ่อไงหล่ะครับ ซึ่งพ่อคนที่หนึ่งก็คือ พ่อแท้ๆของเขาเอง ส่วนพ่อคนที่สองก็คือเต็งหงวน และพ่อคนที่สามก็คือตั๋งโต๊ะนั่นเอง) ตั้งแต่นั้นมาลิโป้ก็ได้อยู่กับตั๋งโต๊ะอย่างสนิทแน่นแฟ้นขึ้นทุกวันๆ เมื่อมีศึกครั้งใดตั๋งโต๊ะก็เรียกใช้ลิโป้ทุกครั้ง และก็ไม่เคยเลยที่จะผิดหวัง จนชื่อเสียงของทั้งคู่ระบือไกลไปทุกหย่อมหญ้า ขุนศึกทั้งหลายต่างก็เกรงกลัวอิทธิพลของ 2 พ่อลูกคู่นี้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ตอนที่โจโฉที่ลอบสังหารตั๋งโต๊ะแล้วไม่สำเร็จ

จนต้องหนีไปตั้งกองทัพกับพรรคพวกร่วมอุดมการณ์ 18 หัวเมือง (เจ้าเมืองที่เข้าร่วมกับโจโฉทั้ง 18 หัวเมืองมีรายชื่อดังต่อไปนี้ครับ ฮันฮก มณฑลกิจิ๋ว, ขงมอ มณฑลอิจิ๋ว, เล่าต้าย มณฑลกุนจิ๋ว, อองของ เมืองโห้ลาย, เตียวเมา เมืองตันลิว, เตียวโป้ เมืองตองกุ๋น, อ้วนอุ้ย เมืองซุนหยง, เปาสิ้น เมืองเจปัก, ขงเล่ง เมืองปักไฮ, เตียวเถียว เมืองก่องเล่ง, โตเกี๋ยม มณฑลชีจิ๋ว, ม้าเท้ง เมืองเสเหลียง กองซุนจ้าน เมืองปักเป้ง, เตียวเอี้ยง เมืองเลียงตง, ซุนเกี๋ยน เมืองเตียงสา, อ้วนเสี้ยว เมืองปักไฮและแม่ทัพหลังอ้วนสุด สุดท้ายคือโจโฉ เมืองตันลิว ) ก็ยังไม่สามารถทำศึกรบชนะตั๋งโต๊ะได้เลย

เมื่อกองทัพ 18 หัวเมืองล่มสลายไปเนื่องจากการขัดกันเองภายในระหว่างขุนทัพต่างๆ รวมทั้งแม่ทัพใหญ่ที่ชื่อว่า อ้วนเสี้ยว ไร้สมรรถภาพในการรวมใจผู้คน ชื่อเสียงของตั๋งโต๊ะและลิโป้ก็ยิ่งขจรขจายไปมากยิ่งขึ้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครจะสามารถโค่นสองพ่อลูกนี้ได้อีกแล้วในแผ่นดินนี้ ถ้าไม่มีขุนนางผู้จงรักภักดีต่อวงศ์ฮั่นที่ชื่อว่า “อ้องอุ้น” โดยอ้องอุ้นผู้นี้ได้วางแผนแบบไม่ต้องใช้กำลังพลรบแม้แต่คนเดียวในการล้มตั๋งโต๊ะ เขาเพียงแต่ใช้นางกำนัลแค่คนเดียวเท่านั้น ชื่อของนางก็คือ “เตียวเสี้ยน” โดยอ้องอุ้นส่งนางเตียวเสี้ยนเข้าไปยุแหย่ให้ 2 พ่อลูกผิดใจกันได้สำเร็จ และลิโป้ก็สนองคุณแก่พ่อคนที่สามโดยการประหารทิ้งเสีย หลังจากที่ตั๋งโต๊ะตายลิโป้กับอ้องอุ้นก็ได้เข้ายึดอำนาจในเมืองหลวงไว้ได้ แต่ก็แค่ไม่กี่วัน เพราะพรรคพวกของตั๋งโต๊ะ 2 คนที่ชื่อว่า ลิฉุย กุยกี ก็สามารถยึดอำนาจกลับไปได้ อ้องอุ้นถูกจับและโดนประหาร ส่วนลิโป้นั้นหนีไปได้ ในขณะนั้นลิโป้กลายเป็นแม่ทัพพเนจรที่ไปขออาศัยเมืองไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ จนได้มาอาศัยอยู่กับเล่าปี่ที่เมืองชีจิ๋ว และลิโป้ก็ได้ยึดเมืองชีจิ๋วมาเป็นของตนเองอีกเนื่องจากโกรธที่เตียวหุยเรียกตนเองว่า “ลูกสามพ่อ” และเฆี่ยนตีพ่อตาของตนเองในงานเลี้ยงสุราที่เตียวหุยจัดขึ้น ลิโป้จึงเข้าโจมตีชีจิ๋วที่ขณะนั้นเล่าปี่พร้อมกวนอูได้ยินข่าวว่าอ้วนสุดจะยกทัพมาตีชีจิ๋วจึงยกทัพไปทำศึกและได้ให้เตียวหุยดูแลอยู่จนแตกพ่าย

เมื่อเล่าปี่รู้ข่าวจากเตียวหุยที่หนีมาได้ว่าเมืองชีจิ๋วตกเป็นของลิโป้แล้วก็ตกใจ จึงเลิกทัพแล้วยกกลับมาชีจิ๋ว โดยมีกองทัพอ้วนสุดตามตีมาตลอดทาง แต่ลิโป้ก็ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายเลิกรบต่อกันได้สำเร็จ โดยการท้าพนันว่าหากตนสามารถยิงเกาทัณฑ์ถูกเสาธงบนกำแพงเมืองที่อยู่ห่างไกลมากได้ (บางกระแสก็ว่ายิงเกาทัณฑ์ลอดด้ามทวนของลิโป้) ก็ขอให้ทั้งสองฝ่ายเลิกทัพต่อกัน

และลิโป้ก็สามารถทำได้เพราะฝีมือยิงเกาทัณฑ์ที่แม่นยำราวกับจับวาง ทั้ง 2 ฝ่ายจึงตกลงเลิกทำศึกต่อกันไป คราวนี้เล่าปี่จึงตกเป็นฝ่ายติดบุญคุณต่อลิโป้บ้าง เข้าตำราที่ว่า “เปลี่ยนจากแขกเป็นเจ้าบ้าน” ก็มาจากเหตุการณ์นี้นี่เอง หลังจากนั้นลิโป้ก็ให้เล่าปี่ย้ายไปอยู่เมืองเสียวพ่ายแทน แต่เสียวพ่ายเวลานั้นขาดแคลนทั้งอาหารและกำลังพล เล่าปี่จึงตัดสินใจไปขอพึ่งอยู่ด้วยกับโจโฉแทน เมื่อลิโป้รู้ข่าวก็โกรธมากและยกกองทัพไปตีโจโฉทันที แต่ก็กลับเป็นลิโป้เองที่พบกับความพ่ายแพ้แก่โจโฉ จนต้องหนีกลับมาชีจิ๋วโดยมีกองทัพโจโฉตามมาล้อมเมืองไว้ทุกด้าน

ในเวลานั้นโจโฉกำลังขยายอำนาจอย่างยิ่งใหญ่ขึ้นทุกวัน ตรงข้ามกับลิโป้ที่ชื่อเสียงเก่าๆเริ่มถดถอยลงทุกทีๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาของลิโป้เมื่อกองทัพโจโฉยกมาล้อมเมืองไว้ โดยแทนที่เขาจะยกทหารออกไปรบกับโจโฉตรงๆ แต่ลิโป้กลับปิดประตูเมืองทุกด้านและตั้งมั่นอยู่แต่ในเมืองเท่านั้น จึงเป็นโอกาสให้โจโฉซึ่งอาศัย 2 พ่อลูกตันกุ๋ยเป็นไส้ศึกและนำเสนอแผนปิดประตูรักษาเมืองแก่ลิโป้

ซึ่งลิโป้ก็เชื่อทั้งๆที่เพื่อนสนิทของลิโป้อย่างตันก๋งพยายามอธิบายปากเปียกปากแฉะว่าให้เปลี่ยนยุทธวิธีการรบเสียใหม่ แต่ลิโป้ก็ไม่ยอมฟัง จนในที่สุดลิโป้ก็ถูก 2 พ่อลูกตันกุ๋ยหักหลัง ลอบจับตัวไปให้แก่โจโฉ เมื่อลิโป้พบโจโฉแล้วก็พยายามขอชีวิต เมื่อโจโฉไม่ยอมก็หันไปขอให้เล่าปี่ช่วยพูดโดยอ้างบุญคุณที่ตนเคยช่วยเล่าปี่ไว้สมัยที่อ้วนสุดตามตี แต่เล่าปี่ก็กลับตอบแก่โจโฉว่า “ท่านโจโฉไม่เห็นตัวอย่างของเต็งหงวนและตั๋งโต๊ะหรือ” ดังนั้นวาระสุดท้ายของลิโป้จึงถูกโจโฉสั่งประหารในที่สุด

เมื่อทุกท่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า แม้ขุนศึกที่เก่งกล้าเพียงใด แต่เมื่อไม่มีคุณธรรมในใจ คอยคิดแต่จะได้ของกำนัล และทำร้ายได้แม้แต่ผู้มีพระคุณของตนแล้ว ชื่อเสียงในด้านลบก็จะติดตัวบุคคลคนนั้นไปตลอดชีวิต ไม่มีใครที่จะเชื่อใจหรือให้ความช่วยเหลือเมื่อยามประสบความลำบากในชีวิต นั่นเพราะทุกคนเขากลัวว่าสักวันหนึ่งหากช่วยคนๆนี้ไป เมื่อเขาได้เจอคนที่ดีกว่า เขาก็จะหันกลับมาทำร้ายตนเองทีหลังได้ ถ้าเปรียบเป็นการลงทุน บางคนพยายามวิ่งหาคนเก่งๆให้มาช่วยแกปัญหายามที่หุ้นของตนเองกำลังติดดอยอยู่ แต่พอเขาช่วยได้แล้ว ก็ไม่รู้จักคุณคน กลับคิดอิจฉาว่าทำไมเขาถึงสามารถทำได้ และคอยหาเรื่องใส่ไคล้ต่างๆนาๆให้คนที่เคยช่วยเหลือตกต่ำ แต่เมื่อมีปัญหาอีกก็วิ่งไปหาคนเก่งๆคนอื่นอีกให้ช่วยต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด แต่เมื่อพวกเขาช่วยแล้วก็จะถูกใส่ร้ายต่อไปอีกไม่จบไม่สิ้น สักวันชื่อเสียงของคนๆนั้นเองก็จะตกต่ำ และก็จะไม่มีใครคอยช่วยเขาอีกต่อไป การลงทุนในหุ้นนี้สอนอะไรเราหลายอย่างนะครับ ทั้งในเรื่องกระบวนการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล การใช้ตรรกะ ความนิ่งในจิตใจ การมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น แม้กระทั่งสอนในเรื่องของคุณธรรม ความรู้จักคุณคนด้วยเหมือนกัน ถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์แล้วนำมาใช้สอนตนเองอยู่เสมอ เราก็จะมีความเป็น “ผู้เจริญ” ทั้งในเกียรติของตนเอง และในสายตาของผู้อื่น

เมื่อวันหนึ่งพบเจอกับความลำบากก็จะมีคนคอยช่วยไม่ให้ตกต่ำได้ตลอดเหมือนกัน การนำเอาประวัติศาตร์มาประยุกต์กับหลักธรรมะเพื่อใช้ในการลงทุน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งทีเดียว หากนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมแล้วก็จะนำความสำเร็จมาสู่ผู้ใช้ได้ตลอดไป และสำหรับสุดท้ายนี้ผมขอนำคำพูดของปราชญ์ท่านหนึ่ง (ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าท่านไหนนะ แต่คิดว่าน่าสนใจและทำตามมากทีเดียว) ที่เคยพูดเอาไว้ว่า “คนฉลาดมักเอาบทเรียนของผู้อื่นมาสอนใจตน ส่วนคนโง่มักจะเอาตนมาเป็นบทเรียนของผู้อื่น”

ด้วยความปรารถนาดีจากใจ

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...